ข่าวเด่น » เดือดหน้ากงสุลเมียนมาเชียงใหม่ เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ยื่นหนังสือจี้รัฐบาลทหารเมียนมาร์ หยุดเหมืองต้นเหตุสารพิษข้ามพรมแดน

เดือดหน้ากงสุลเมียนมาเชียงใหม่ เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ยื่นหนังสือจี้รัฐบาลทหารเมียนมาร์ หยุดเหมืองต้นเหตุสารพิษข้ามพรมแดน

3 สิงหาคม 2026
97   0

Share

เดือดหน้ากงสุลเมียนมาเชียงใหม่ เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง ยื่นหนังสือจี้รัฐบาลทหารเมียนมาร์ หยุดเหมืองต้นเหตุสารพิษข้ามพรมแดน

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ด้านหน้าสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ มาตั้งจุดรักษาความปลอดภัย หลังจากทราบว่า จะมีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เดินทางมาชุมนุม เพื่อจะยื่นหนังสือให้กับ รัฐบาลทหารเมียนมาร์ต้องดำเนินการเพื่อยุติการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนทันที โดยผ่านทางสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่

กระทั่งต่อมาเวลา 10.30 น. ได้มีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่จะมายื่นหนังสือ ได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าวัดสันติธรรม ก่อนจะเดินถือขวดน้ำที่เก็บตัวอย่างมาจากแม่น้ำกก – แม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมกับถือป้ายเดินขบวนมาตามถนน และได้มายืนรวมตัวก่อนถึงด้านหน้าสถานกงสุลเมียนมา

ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่า ที่มาเดินทางวันนี้เพื่อต้องการยื่นหนังสือผ่านไปยัง พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับได้ว่าขณะนี้มีการเหมืองแร่ในประเทศเหมือนเมียนมา หลายชนิดทำกระจายทั่วพื้นที่ความเดือดร้อนมันเกิดขึ้นกับพี่น้องทางเมียนมาและพี่น้องประเทศไทย ตลอดจนพี่น้องในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย

ดังนั้นตนคิดว่าเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลเมียนมาควรจะยอมรับว่ามีปัญหาซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ไขปัญหาซึ่งนี้คือเนื้อหาหลักที่เราต้องการส่งไปซึ่งไม่ใช่เพียงพี่น้องประเทศไทยเท่านั้นยังแสดงพลังแทนพี่น้องชาวเมียนมาที่ไม่สามารถแสดงออกทางความคิดในประเทศไทยได้ร่วมไปถึงพี่น้องในเขตสาละวิน/ ระนอง /กาจญนบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนในการทำเหมืองแร่และพี่น้องจังหวัดกาญจนบุรีที่ได้มีการต่อต้านการก่อสร้างโรงงานแร่ฟลูออไรด์ในพื้นที่ด้วย ซึ่งก็นำเข้าแร่เข้ามาในประเทศเมียนมา ซึ่งต้องการให้ประธานาธิบดีมินอ่องหล่าย ยอมรับว่ามันมีปัญหาและเหมืองแร่เป็นต้นเหตุของปัญหา พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังมีข้อกังลในการเจรจาทางรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมานั้น แต่เดิมทางรัฐบาลจะมีการเซ็นข้อตกลงระหว่างสองประเทศตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันแต่เท่าที่เราได้ติดตามข้อมูลเราพบว่า ตัวข้อตกลงร่วมไทยเรากำลังเสียเปรียบ เพราะเมียนมาตัดออก ประเทศไทยเสนอให้กรรมมาธิการอาเซียนแม่น้ำโขง เข้ามาร่วมตรวจสอบ ทางเมียนมา ก็ตัดออก ในข้อตกลงน้ำต่างๆจะเป็นความลับ ซึ่งก็ไปขัดกับรัฐธรมนูญไทย ดังนั้นขอให้ทางรัฐบาลไทยยุติ TOR ตัวนี้ไปก่อนแล้วแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรอง กับประเทศจีนและเมียนมา โดยการ งดนำเข้าแร่ทุกชนิด

จากนั้นได้มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ โดยให้ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมชาย 2 คน สวมใส่หน้ากาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายมิน อ่อง หล่าย รัฐบาลทหารเมียนมาร์ ก่อนที่ทางกลุ่มชาวบ้านจะมายื่นหนังสือให้กับผู้แสดงที่สวมหน้ากาก นายกฯ อนุทิน พร้อมมอบตัวอย่างน้ำที่เก็บมา จากนั้นายกอนุทินฯ ได้ส่งมอบน้ำให้กับผู้แสดงที่สวมหน้ากากนายมิน อ่อง หล่าย รัฐบาลทหารเมียนมาร์ ต่อมาก็มีการผลักขวดน้ำส่งกันไปมา คล้ายกับการไม่ยอมเรื่องน้ำที่มีสารปนเปื้อนในแม่น้ำ

ด้าน น.ส.แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ ว่า “พวกเราประชาชนชาวไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหารของเราปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ไหลมาจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาร์ เกษตรกรในลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษเพื่อปลูกข้าว ทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ในพื้นที่อย่างน้อย 110,000 ไร่ (40,000 เอเคอร์) และพวกเขากำลังขายผลผลิตที่ปนเปื้อนเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ ชาวประมงใน 60 หมู่บ้านไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ เพราะผู้บริโภคไม่ประสงค์ที่จะบริโภคปลาที่ปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว แคดเมียม และปรอท กระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำให้งดบริโภคกุ้ง หอย และปูจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน และห้ามกินเครื่องในปลาเนื่องจากมีปริมาณโลหะหนักปนเปื้อนสูง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวตามแม่น้ำกกกำลังสูญเสียแหล่งประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือ 120,000 คน ในตัวเมืองเชียงราย ต้องดื่มน้ำประปาที่ปนเปื้อนโลหะหนัก”

อย่างไรก็ดี หลังจากมีการเผยแพร่จดหมายร่วม (Joint Communication) ขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ “การละเมิดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งยังมีความร้ายแรง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม โดยเป็นผลมาจากการทำเหมืองและการปนเปื้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” รัฐบาลของท่านได้มีจดหมายตอบกลับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 โดยปฏิเสธ “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและเหมืองแร่อื่น ๆ” และอ้างว่า ไม่มีการทำเหมืองเช่นนั้นเกิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำกกในเมียนมาร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพถ่ายดาวเทียม การโกหกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ถือว่าเป็นการดูหมิ่นองค์การสหประชาชาติและประชาชนในประเทศไทย

สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาร์ต้องยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก สาย รวก และสาขาของแม่น้ำโขงอื่น ๆ รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลในเมียนมาร์ ซึ่งกำลังทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามพรมแดน และจะต้องยุติการทำเหมืองทุกประเภทที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำทันที จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในน้ำได้

ต่อมา พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้เป็นตัวแทนสถานกงสุลเมียนมา ประจำประเทศไทย ในการรับหนังสือและรับขวดน้ำตัวอย่างที่เก็บมาจากแม่น้ำกก – แม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เพื่อจะส่งต่อให้กับทางสถานกงสุลเมียนมา ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป