ข่าวเด่น » ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวเชียงใหม่ สนธิกำลัง 250 นาย บุกค้น 18 จุด จับผู้ต้องหาพร้อมยึดทรัพย์หลายร้อยล้านบาท

ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวเชียงใหม่ สนธิกำลัง 250 นาย บุกค้น 18 จุด จับผู้ต้องหาพร้อมยึดทรัพย์หลายร้อยล้านบาท

20 กรกฎาคม 2026
115   0

Share

20 ก.ค.69 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,145 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าว 4,741 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จำนวน 1,591 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็น กลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน จำนวน 16 บริษัท และ กลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท โดยกลุ่มบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 69.5 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 233 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และหมายค้น จำนวน 18 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และ จีน 9คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 8 คน ประกอบด้วย สัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และ เมียนมา 3 คน



สำหรับคดีสำคัญที่ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยเป็นนอมินี ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ดังนี้ ​บริษัท จ.และ บริษัท ส. มี นาย ร. สัญชาติไทย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน64 กำหนดพ้นโทษในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 70 แต่ยังปรากฏชื่อ นาย ร. เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัท โดยจดทะเบียนหลังจาก นาย ร. ถูกพิพากษาจำคุก จึงไม่สอดคล้องกับการเข้าไปบริหารหรือประกอบกิจการโดยแท้จริง สอบสวน นาย ร. ให้การว่าขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ได้รู้จักกับเพื่อนที่เคยต้องขังร่วมกันชักชวนให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดย นาย ร. ยังไม่เคยได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ นาย ร. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้การเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในนิติบุคคลอีกหลายแห่งที่ปรากฏชื่ออยู่ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้างใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลายแห่งโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน บริษัท ม. ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาย ส. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมนโก้ อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นใดๆ มาก่อน และยังให้การว่าเคยส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายหน้าสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดครั้งละ 7000 บาท เพื่อเป็นการจ้างไปลงลายมือชื่อในเอกสารที่สำนักงานที่ดินและร่วมทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ บริษัท น. ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาง ช. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ต่อมาบริษัทดังกล่าวปิดกิจการ จึงไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก



สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ เชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้ได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืนดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ