ข่าวเด่น » วิกฤติสารตะกั่ว-สารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก โขง กระทบสุขภาพประชาชนใครจะต้องรับผิดชอบ รัฐจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากมลพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเอง

วิกฤติสารตะกั่ว-สารหนูปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก โขง กระทบสุขภาพประชาชนใครจะต้องรับผิดชอบ รัฐจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากมลพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเอง

30 ตุลาคม 2026
92   0

Share

ผศ.ดร.วรางคณา นาคเสน รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากกรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่ อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สุขภาพจิต และเศรษฐกิจ ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้ามามีบทบาทในด้านศึกษาวิจัย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ โดยนำข้อมูลทั้งการทำแบบสอบถาม ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 200 กว่าชุด และที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 200 กว่าชุด รวมทั้งหมด 400 กว่าชุด มารวมกับข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานเกษตรฯ และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อที่จะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อผลักดันให้สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายในสมัชชาสุขภาพ นโยบายในระดับชาติ และนานาชาติต่อไป

ผลจากการศึกษาวิจัยและการทำแบบสอบถาม พบว่า ประชาชนบางส่วนก็ยังหวาดผวาเรื่องการใช้น้ำในพื้นที่ แต่บางส่วนก็เริ่มยอมรับได้แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องหันไปซื้อน้ำสะอาด เพื่อนำมาใช้ในการอุปโภค บริโภค ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น เป็นภาระสำหรับครอบครัวเดือนละ 1,800 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน และทราบว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็เตรียมหาแหล่งน้ำดิบสำรองแล้ว เพื่อนำมาแก้ไขปัญหานี้ แต่จะเป็นที่ไหน อย่างไร ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของในพื้นที่ที่กำลังสำรวจกันอยู่ ส่วนที่จังหวัดเชียงราย ได้มีการของงบประมาณไปแล้ว 2,200 ล้านบาทให้การประปาส่วนภูมิภาคในการย้ายแหล่งน้ำดิบ สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันสารตะกั่ว และสารหนู ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ในปัจจุบันยังคงเดิม และล่าสุดยังพบว่าในแม่น้ำสาย มีปริมาณสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานด้วย ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเรื้อรังเชิงระบบ จากการสะสมของโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม จะส่งผลกระทบต่อปัญหาด้าานสุขภาพของประชาชนในระยะยาว และเป็นโรคเรื้อรัง รวมถึงมะเร็งในอนาคต หากสารตะกั่วสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการของสมอง โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ขณะนี้ประชาชนก็ยังมีสุขภาพที่แย่ บางส่วนก็เริ่มยอมรับได้ แต่ปัญหาเหล่านี้ควรต้องได้รับการแก้ไข และมีมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดที่ปลอดภัย การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและสุขภาพประชาชน ตลอดจนการกำหนดมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางอย่างชัดเจน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ผศ.ดร.วรางคณา กล่าวในที่สุด

วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแม่น้ำแต่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การผลิตอาหาร และชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำกล่าวของ ดร.สืบสกุล กิจนุกร ที่ระบุว่า ‘แม่น้ำสาย-แม่น้ำกก วิกฤตแล้ว’ จึงไม่ใช่เพียงคำเตือนด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นข้อสรุปที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนรองรับอย่างชัดเจน จากการติดตามผลกระทบของการทำเหมืองแร่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามลพิษได้สร้างความเสียหายเป็นลูกโซ่ ทั้งในลุ่มแม่น้ำสายและแม่น้ำกก โดยมีตัวชี้วัดและข้อมูลที่น่ากังวล ดังนี้ 1.วิกฤตความมั่นคงด้านน้ำและภาระของประชาชน คุณภาพน้ำที่ลดลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภค ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและหลายหมู่บ้านในเชียงรายต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำ ในการอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน หน่วยงานผลิตน้ำประปาต้องเพิ่มต้นทุนการบำบัดและเตรียมหาแหล่งน้ำดิบใหม่ โดยล่าสุด การประปาลุ่มน้ำกกได้อนุมัติโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำเพื่อรักษาความปลอดภัยของน้ำที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน 2.สารโลหะหนักลามสู่ห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ พื้นที่ทางการเกษตรกว่า 60,500 ไร่ กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการใช้น้ำปนเปื้อน ข้อมูลจากการลงพื้นที่ พบว่า ดินนาและผลผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาย มีการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ สารหนูที่ปนเปื้อนทั้งในน้ำและตะกอนดินยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ลุกลามต่อเนื่องไปถึงแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง 3.ภัยเงียบด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ผลกระทบด้านสุขภาพเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ได้ทำการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบผู้ที่มีสารโลหะหนักในร่างกายเกินมาตรฐานระดับจังหวัดรวม 31 คน โดยในจำนวนนี้ 15 คน เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงติดแม่น้ำปนเปื้อน ครอบคลุมอำเภอเมือง, เวียงชัย, ดอยหลวง, เวียงเชียงรุ้ง, แม่สาย, แม่จัน และเชียงของ นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะของประชาชนในอำเภอแม่สายอีกกว่า 100 คน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรอผลตรวจ และ4.การยกระดับเฝ้าระวังและการจัดการของรัฐ จากสถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันและดูแลความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม วิกฤตการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนนี้ยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากมาตรการภายในประเทศยังมุ่งเน้นไปที่การจัดการผลกระทบที่ปลายน้ำ มากกว่าการควบคุมและยุติแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่เหนือพรมแดน

เมื่อประเมินจากวิกฤตระบบนิเวศ วิกฤตความมั่นคงด้านน้ำ วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร และวิกฤตการจัดการมลพิษ ภาพรวมทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าลุ่มน้ำสายและน้ำกกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘แม่น้ำสาย-แม่น้ำกก น้ำรวก น้ำโขง วิกฤตหรือยัง’ แต่คือ ‘ใครจะต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตครั้งนี้ และรัฐจะทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากมลพิษที่พวกเขาไม่ได้ก่อขึ้นเอง