ข่าวเด่น » ข่าวคุณภาพชีวิต » ​เชียงใหม่หนุน “สะเมิง” ต้นแบบเปลี่ยนนาข้าวเป็น “อะโวคาโด” สร้างรายได้งาม ลดต้นทุนด้วยวงแหวนอินทรีย์

​เชียงใหม่หนุน “สะเมิง” ต้นแบบเปลี่ยนนาข้าวเป็น “อะโวคาโด” สร้างรายได้งาม ลดต้นทุนด้วยวงแหวนอินทรีย์

1 มิถุนายน 2026
234   0

Share

เชียงใหม่หนุน “สะเมิง” ต้นแบบเปลี่ยนนาข้าวเป็น “อะโวคาโด” สร้างรายได้งาม ลดต้นทุนด้วยวงแหวนอินทรีย์

วันที่ 1 มิ.ย. 69 นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรต้นแบบการปลูกอะโวคาโด ณ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางผุสดีวรรณ บุญเรือง เกษตรอำเภอสะเมิง ร่วมให้ข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่

แม้ว่าอำเภอสะเมิงจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่คุณภาพสูง แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการปลูกพืชเมืองหนาวชนิดอื่น ๆ ซึ่ง “อะโวคาโด” ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่เจริญเติบโตได้ดีและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร



เกษตรกรต้นแบบชาวสะเมิง ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกอะโวคาโดรวม 20 ไร่ ประมาณ 800 ต้น ) ซึ่งปัจจุบันมีต้นที่ให้ผลผลิตแล้วกว่า 500 ต้น โดยมีการปลูก​สายพันธุ์ แฮส (Hass), พิงค์เคอร์ตัน (Pinkerton), บูท (Booth) และ บัคคาเนีย (Buccaneer) ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวอยู่ในเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ของทุกปี ปริมาณผลผลิตที่ผ่านมาเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 12 ตัน ราคาจำหน่าย อยู่ที่ประมาณ 25 – 60 บาท ต่อกิโลกรัม จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และคุณภาพ ​ช่องทางตลาด ส่งจำหน่ายให้กับ “โครงการหลวง” และมีพ่อค้าแม่ค้าเดินทางมารับซื้อถึงหน้าสวน ขณะที่​เทคนิคเด็ดลดต้นทุนนั้น สวนแห่งนี้เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี โดยทำ “วงแหวนอินทรีย์วัตถุ” กวาดเศษใบไม้มากองรวมกันรอบโคนต้น ให้ห่างจากโคนประมาณ 2 เมตร แล้วใส่มูลสัตว์ทับลงไป เมื่อใบไม้ย่อยสลายจะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยและรักษาความชื้นในดินได้อย่างยอดเยี่ยม

างผุสดีวรรณ บุญเรือง เกษตรอำเภอสะเมิง เปิดเผยว่า นายต่อมคำ ถือเป็นเกษตรกรต้นแบบใน โครงการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม (Agri-Map) ของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อรณรงค์ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หันมาปลูกพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งปัจจุบัน อำเภอสะเมิงมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากนาข้าวมาเป็นสวนอะโวคาโดแล้วรวม 30 ไร่ โดยมีตลาดรองรับที่มั่นคงอย่างโครงการหลวง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและยั่งยืน