ชุดปฏิบัติการพิเศษฯเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย-อุทยานแห่งชาติแม่ปิง จับกุม 4 ผู้ต้องหาผู้ลักลอบล่า“เลียงผา”สัตว์ป่าสงวนกลางดึก

5 เมษายน 2569เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย โดย ชุดปฏิบัติการพิเศษป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ดำเนินการลาดตระเวนเชิงรุกในพื้นที่ป่ารอยต่อ บริเวณห้วยช้างร้อง ริมแม่น้ำปิง โดยเมื่อเวลาประมาณ 00.12 น. ระหว่างการดักซุ่มเฝ้าระวัง ตรวจพบบุคคลชายจำนวน 4 คน ใช้เรือหางยาว มีพฤติกรรมล่าสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวพยายามขับเรือหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐานต่อมา ผู้กระทำผิดได้โยนซากสัตว์ป่า “เลียงผา” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน รวมทั้งอาวุธปืนและสัมภาระลงในแม่น้ำเพื่อทำลายหลักฐาน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้ได้ และนำตัวไปสอบปากคำ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ปิง

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ให้การรับสารภาพว่าได้ลักลอบเข้าพื้นที่เพื่อล่าเลียงผาจริง พร้อมยอมรับว่าได้ทิ้งของกลางลงน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการจัดทำบันทึกจับกุม ตรวจยึดของกลาง และอยู่ระหว่างติดตามค้นหาซากเลียงผาเพิ่มเติม รวมถึงเก็บพยานหลักฐานเพื่อส่งตรวจพิสูจน์ชนิดทั้งนี้ จะได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ งดการล่าสัตว์ป่า และหากพบการกระทำผิดสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดูแลผืนป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม.อนุทิน 2” แล้ว ครบทั้ง 35 คน

 

รัฐบาล!!..ห่วงปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพประชาชน ภาคเหนือ-อีสาน เข้าวิกฤตสั่งคุมเข้มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการเร่งแก้ ตรวจหาดับไฟป่าและรณรงค์เชิงรุกเพื่อลดพฤติกรรมการเผา

30 มี.ค. 69)นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ภาคเหนือพบค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงหลายจังหวัด อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา และตาก ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่อยู่ในระดับสีส้ม และมีบางพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง เช่น จังหวัดนครพนม สะท้อนสถานการณ์ฝุ่นที่ยังน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลจุดความร้อนในประเทศ ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569 พบสูงถึง 4,291 จุด โดยกว่าร้อยละ 85 อยู่ในพื้นที่ป่า และยังได้รับผลกระทบจากจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและ สปป.ลาว ประกอบกับทิศทางลมที่พัดเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อีกทั้งคาดว่าในช่วง 5–7 วันข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนอาจมีฝนทิ้งช่วง ทำให้ความเสี่ยงการเกิดไฟป่าและการลุกลามเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเร่งตรวจหาและดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยี เช่น อากาศยานและโดรน มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเร่งรณรงค์เชิงรุกในชุมชน เพื่อลดพฤติกรรมการเผา และแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast อย่างต่อเนื่อง ในระดับระหว่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในภูมิภาคแม่โขง และช่องทาง “Hotline Clear Sky” เพื่อเร่งลดจุดความร้อนและบรรเทาผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิดอย่างเคร่งครัด และดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอประชาชนสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ผ่านเว็บไซต์ Air4Thai หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai

 

กรมอนามัยเตือน PM2.5 ภาคเหนือ–อีสาน พุ่งระดับสีแดง-ส้ม กระทบสุขภาพ แนะประชาชนเร่งดูแลสุขภาพ สวมหน้ากากป้องกัน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

29.พ.ค.69 พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 วันที่ 28 มีนาคม 2569 พบพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดง 9 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน และนครพนม โดยค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ที่ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยค่าสูงสุดเท่ากับ 198.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และอีก 28 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก ที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม สอดคล้องกับ สถานการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการรับสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 28 มีนาคม 2569 พบว่า ประชาชนเริ่มมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นเพิ่มขึ้น กว่า 55% โดยส่วนใหญ่มีอาการคัดจมูก มีน้ำมูก ไอ และระคายเคืองตา

กรมอนามัย จึงขอเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยที่ดีในช่วงวิกฤตฝุ่นสูง ดังนี้ 1) สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ เช่น N95 หรือ KN95 อย่างถูกวิธี 2) หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหรือการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 3) งดการเผาในที่โล่ง การจุดธูป การทำกิจกรรมปิ้งย่าง และหมั่นตรวจสอบสภาพยานพาหนะเพื่อลดการปล่อยควันดำ 4) ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าสู่ตัวอาคาร หมั่นทำความสะอาดบ้าน และแนะนำให้ใช้ “ห้องปลอดฝุ่น” หากค่าฝุ่นภายนอกสูงเกินมาตรฐาน 5) ติดตามสถานการณ์ตรวจค่าคุณภาพอากาศเป็นประจำผ่านแอปพลิเคชัน Air4Thai, AirBKK หรือ Life Dee ก่อนวางแผนออกนอกบ้าน คาดการณ์ว่าในสัปดาห์นี้ ค่าฝุ่น PM2.5 ยังมีแนวโน้มเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพอากาศปิดและมีการเผาในที่โล่งเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งหากร่างกายได้รับสัมผัสฝุ่นในปริมาณสูงหรือเป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และอาจนำไปสู่โรคมะเร็งปอดได้ในระยะยาว จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมอนามัย 1478”

พิษสงคราม!!..น้ำมันแพง ท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์เชียงใหม่ทรุด นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกหวั่นไม่ปลอดภัย ส่วนนักเที่ยวไทยลังเลกลัวไม่มีน้ำมันเติม ภาคเอกชนวอนรัฐบาลเร่งสร้างความมั่นใจดึงนักท่องเที่ยวกลับมา

จากสถานการณ์น้ำมันที่มีการปรับราคาขึ้น และมีไม่เพียงพอต่อความต้องการในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักในด้านการเดินทางทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย ล่าสุดนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยจะวางแผนเรื่องการท่องเที่ยวใหม่ เพราะกลัวเดินทางมาแล้วไม่มีน้ำมันเดินทางกลับ หรือระหว่างทางไม่มีน้ำมันให้เติม คาดว่าทำนักท่องเที่ยวที่จะมาช่วงเทศกาลสงกรานต์หายไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) กล่าวว่า การเดินทางท่องเที่ยวมายังจังหวัดเชียงใหม่ ถ้าเป็นระหว่างประเทศก็ยังเป็นเครื่องบิน กลุ่มนักท่องเที่ยวจากฝั่งตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาใต้ ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมามีการยกเลิกการเดินทางมาเกือบทั้งหมด กลุ่มที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีซั่น หรือช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็มีการยกเลิกไปแบบไม่มีกำหนด เพราะไม่มีเครื่องบินที่จะเดินทางเข้ามา ส่วนกลุ่มยุโรปก็กลัวเรื่องสงคราม จึงทำให้พ่วงไปด้วยในการยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย แต่จังหวัดเชียงใหม่ยังโชคดีที่ได้นักท่องเที่ยวโซนเอเชีย กับนักท่องเที่ยวประเทศจีนจองเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ยกเลิกไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่มเอเชียที่เข้ามาจะอยู่ที่ 10 – 15เปอร์เซ็นต์ ก็ยังคงเฉลี่ยกันได้อยู่ และในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ห้องพักก่อนที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการจองห้องพักประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียมาเติมก็มีอัตราใกล้เคียงกันแล้ว ที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์ จากคนเชียงใหม่ หรือต่างจังหวัด ก็อยากได้เพิ่มอีกอย่างน้อยแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ให้ภาพรวมอยู่ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ ก็คาดหวังว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกัน ที่เดินทางโดยรถยนต์ กลุ่มนี้จะไม่ซื้อตั๋วเครื่องบินแน่นอน เพราะตั๋วเครื่องบินแพงมาก จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่แปลก สายการบินต่างๆ ไม่ทราบว่าคิดอย่างไร ทำไมตั๋วเครื่องบินถึงแพงกว่าทุกที่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตั๋วเครื่องบินจากเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ หรือกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ตั๋วเดินทางขาเดียวมีราคาสูง 6,000 – 7,000 บาท ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวการเดินทาง คนไทยกลุ่มนี้จะใช้วิธีต้องขับรถมาเที่ยวเอง รัฐบาลต้องช่วยเหลือในเรื่องนี้ “จะปรับราคาขึ้นเท่าไหร่ไม่ว่า แต่ต้องมีให้เขาเติมน้ำมัน” จากการสังเกตุช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา ในตัวเมืองเชียงใหม่ ยังไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่ในอำเภอรอบนอก อย่างเช่น เชียงใหม่ ฝาง ไชยปราการ และแม่อาย ต้องนำรถไปจอดเรียงต่อกันทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงกลางคืน และให้ญาติมารับกลับ แล้วใกล้เช้าถึงค่อยมาเลื่อนรถเพื่อเติมน้ำมัน ตรงนี้ถือว่าน่ากลัว เพราะไม่มีน้ำมันให้เขาเติม เขาจะมาเที่ยวได้อย่างไร

ขณะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท ในขณะนี้ทุกคนก็ยังต้องเติม เพราะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน การเดินทางไปทำงาน ใช้รถกระบะไปขนสินค้าทางการเกษตร เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในภาคเหนือ เพราะเป็นพื้นที่ทำการเกษตร หวังว่ารัฐบาลจะรีบแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันให้พอใช้มากกว่าราคาที่ปรับขึ้น หากวันที่ 1 เม.ย. 69 น้ำมันยังไม่เสถียรตามปั๊มต่างๆ เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวกระทบแน่นอน เพราะจะไม่มีการวางแผนเรื่องการเดินทางมาท่องเที่ยว และต้องหยุดชะงัก รวมถึงเงินทุนหมุนเวีย รายได้ต่างๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทุกคนก็ต้องวางแผนใหม่ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ลงทุนนำของที่จะเตรียมขายทั้งปืนฉีดน้ำ ถังน้ำ ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน รอมาขายช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีเต็มโกดัง ก็ต้องขาดทุน

ส่วนโรงแรมได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มี.ค. เป็นต้นมาแล้ว จนถึงขณะนี้ก็ยังมีการยกเลิกอยู่ นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเดินทางมาท่องเที่ยวได้หรือไม่ เพราะหลายคนคิดว่าภาวะสงครามจะไม่นาน แต่ยังมีการยืดเยื้อ ก็จะมีการยกเลิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงปัญหาหลักอีกส่วนคือ คนที่จะเดินทางมาเที่ยวแล้วกลัวว่าจะไม่มีน้ำมันเติมจะเดินทางกลับอย่างไร หรือระหว่างทางไม่มีน้ำมันจะทำอย่างไร การท่องเที่ยวหากมีคำว่ากลัว หรือเขาคิดว่าไม่ปลอดภัย ทุกคนจะไม่เดินทางไปเที่ยวแน่นอน อยากให้เกิดเรื่องไม่มีน้ำมันเติม แม้ว่าราคาน้ำมันแพง แต่ก็ยังมีการต่อคิวยาว 2 – 3 กิโลเมตร เพื่อจะเติมน้ำมัน ดังนั้น ต้องมีน้ำมันให้เขาเติม หากเป็นแบบนี้คนไทยที่คาดหวังว่าจะมาเติมเต็มกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หายไป ห้องพักก็จะไม่มีนักท่องเพิ่มขึ้น หรืออาจจะเพิ่มแต่ไม่เยอะ เพราะยังมีกลุ่มที่ขับรถไฟฟ้าจะได้เปรียบ หรือกลุ่มที่มาเที่ยวหลายๆ วัน คือมาถึงแล้วจอดรถเพื่อเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่ คิดว่าจะมีกลุ่มเหล่านี้เข้ามาท่องเที่ยวอยู่ อย่างน้อยคาดว่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่หายไปในตอนนี้ ปกติแล้วนักท่องเที่ยวเดินทางโดยเครื่องบินมาเชียงใหม่วันละ 30,000 – 35,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 25,000 – 26,000 คน ส่วนสายการบินหลายสายช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็เต็มแล้ว เพราะยังมีบางกลุ่มที่เดินทางมาอยู่ และมีนักท่องเที่ยวจีนมาเสริม ทางที่ดีรัฐบาลควรส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเน้นเรื่องของความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และโปรโมทเรื่องที่เชียงใหม่ปลอดภัยที่สุดในอาเซียน ซึ่งเชียงใหม่ติด 1 ใน 10 ของโลกที่มาเที่ยวแล้วปลอดภัย ควรโปรโมทให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบว่าเชียงใหม่ไม่น่ากลัวเหมือนในอดีต ช่วงที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้จ้าง “ลิซ่า”มาโปรโมทการท่องเที่ยว คนมาเชียงใหม่ก็มาตามรอย “ลิซ่า” อย่างวัดเจดีย์หลวง ไปไหว้พระ ไปตามจุดที่ถ่ายรูป ก็ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้

สถานการณ์น้ำมันเชียงใหม่ ความต้องการสูงเพิ่ม 3 เท่าตัว ผู้ว่าฯตรวจคลังน้ำมันเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตอย่างต่อเนื่อง

ที่คลังน้ำมันเชียงใหม่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)​ หรือ OR นายรัฐพล นราดิศร ผวจ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลังน้ำมันในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำมันของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ จากผลการสำรวจและรับฟังรายงาน พบว่า ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา โดยช่วงต้นของสถานการณ์มียอดความต้องการน้ำมันของประชาชนพุ่งสูงขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า จนถึงช่วงปัจจุบันก็ยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีค่าเฉลี่ยในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 จากความต้องการเดิม

นายศรัญญู ลิมป์วรอมร ผู้จัดการส่วนคลังน้ำมันเชียงใหม่ OR เปิดเผยว่า สาเหตุหลักของปัญหายังเป็นข้อจำกัดด้านการขนส่งตั้งแต่ต้นทางที่ต้องรอรอบการขนส่งทางท่อและทางเรือ ทำให้กระทบต่อการขนส่งมายังปลายทางจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการส่งต่อจากคลังน้ำมันเชียงใหม่ OR ไปยังสถานีบริการน้ำมัน จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงด้วยปริมาณที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากฐานการจำหน่ายน้ำมันในช่วงเวลาปกติและภาวะการขาดแคลนในขณะนี้เป็นตัวตั้ง

ขณะเดียวกันปั๊มน้ำมันอิสระและปั๊มน้ำมันบางแบรนด์ไม่มีน้ำมันที่จะขาย จึงส่งผลให้คลังน้ำมันเชียงใหม่ OR ต้องรับภาระในส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คลังน้ำมันเชียงใหม่ OR ยืนยันว่ายังคงมีน้ำมันไปเติมให้ครบทุกสถานีบริการ แต่อาจต้องรอรอบขนส่ง โดยคลังน้ำมันเชียงใหม่ OR ได้บริหารจัดการน้ำมันในทุกด้านอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ยังคงบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีต่อไป
.

ตำรวจภาค 5 สนธิกำลังทหาร ปปส.ฝ่ายปกครอง ทลายแก๊งค้ายาของกลางยาบ้า 21 ล้านเม็ด ไอซ์ 320 กก.

 

.

11.00 น.วันที่ 23 มี.ค.69 ณ ห้องประชุมอาคารสโมสรคุ้มแก้วขวัญดาว ตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปปส. ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญรวม 5 คดี รวมของกลาง ยาบ้า 21 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 320 กก.จับกุมผู้ต้องหา 10 คน รถยนต์ 6 คัน โดยคดีแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เชียงของ จ.เชียงราย ฝ่ายปกครองเจ้าหน้าที่ทหาร ตั้งจุดตรวจบริเวณถนนหน้าวัดเทพนิมิต สายเชียงของ – เชียงแสน ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย พบรถยนต์ ยี่ห้อเชพโรเลท สีดำ หมายเลขทะเบียน งล 6933 ชลบุรี จึงเรียกให้หยุดแต่รถดังกล่าวขับแหกด่าน เจ้าหน้าที่สกัดจับ รถดังกล่าวจอดทิ้งรถไว้ห่างจากจุดตรวจประมาณ 800 เมตร ผู้ชับชีรถยนต์ได้วิ่งหลบหนีไป ตรวจค้นภายในรถยนต์พบยาบ้า จำนวน 7 ล้านเม็ด โดยเจ้าหน้าที่พบรถจักยานยนต์เป็นรถนำทางจำนวน 3 คันผู้ต้องหา 5 คนจึงจับกุมไว้และเตรียมขยายผลผู้เกี่ยวข้องต่อไป คดีที่สอง.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสภ.เวียงชัย จ.เชียงราย ได้รับแจ้งพบกระสอบฟางลักษณะคล้ายกระสอบใส่ยาเสพติด วางอยู่บริเวณป่าริมถนนสาธารณะภายในหมู่บ้าน บ้านไซยเจริญ ต.เวียงชัย จึงเข้าตรวจพบเป็นยาบ้า 3.5 ล้านเม็ด

คดีที่สาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ได้ตั้งด่านตรวจยาเสพติด บ้านวัฒนา ม.6 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จ.ลำปาง พบรถยนต์ตอนด้า ชีวิค สีขาว ทะเบียน จจ 6512 เชียงใหม่ รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีเทา ทะเบียน ขน 5799 ระยอง และรถยนต์โตโยต้า สีขาว ทะเบียน 3ขอ 4399 กทม. ขับตามกันมาและหลบด่านเข้าจอดอยู่ที่ รีฮอร์ท บ้านวัฒนา ต.สบปราบ อ.สปราบ จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่จึงตามไปตรวจสอบพบผู้ต้องหาเป็นชาย 3 คน พักอยู่ห้องพักหมายเลข 1 จึงเสตงตัวเข้าตรวจค้นและรับว่าเป็นผู้ขับรถดังกล่าวมาจอดไว้ ตรวจค้นในรถพบ ไอซ์ 10 กระสอบ หนัก 320 กิโลกรัม คดีที่สี่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สอง จ.แพร่ ฝ้ายปกครอง ทหาร เข้าตรวจสอบที่โกดังเช่าเก็บของ หมู่ 2 ต.แดนชุมพล อ.สอง จ.แพร่ พบยาบ้าจำนวน 8 ล้านเม็ด ซุกซ่อนอยู่เตรียมแพ๊กไปกับสินค้าการเกษตร ชึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลต่อไป คดีที่ห้า เจ้าหน้าที่สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตั้งจุดสกัดถนนหน้าฌาปนสถานบ้านแม่เชียงรายลุ่ม หมู่ 3 ต.แม่พริก อ.แม่พริก จ.ลำปาง พบรถยนต์ จำนวน 2 คัน คือ รถยนต์นต์กระบะ ยี่ห้อ Toyota รุ่น Vigo เลขทะเบียน ผต อุดรธานี และรถยนต์กระบะยี่ห้อ Toyota รุ่น Revo เลขทะเบียน 3 ฒญู 6010 กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะลักลอบลำเลียง ยาเสพติดหรือผิดกฎหมาย จากพื้นที่ จ.เชียงราย มาจึงทำการสกัดรถทั้งสองไว้พบผู้ค้องหาเป็นชายสองคน ค้นในรถพบยาบ้า 2.5 ล้านเม็ด โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพรับจ้างขนยาบ้าจากนายทุนไปส่งภาคกลาง ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป

ทหารผาเมืองปะทะคาราวานขนยาบ้าชายแดนเชียงดาว ยึดของกลาง 5.7 ล้านเม็ด

กองกำลังผาเมือง โดย ร้อย.ม.2 ฉก.ไชยานุภาพ ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด บริเวณบ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ภายหลังได้รับแจ้งข่าวการเคลื่อนไหวจากชุดข่าวพิเศษ และจัดกำลังเข้าวางกำลังเฝ้าตรวจในพื้นที่เสี่ยงต่อมา เมื่อเวลา 04.50 น. วันที่ 20 มี.ค 69 ตรวจพบกลุ่มขบวนการประมาณ 25–30 คน ลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่ถูกคาราวานขนยาบ้าใช้อาวุธปืนยิงใส่ จึงเกิดการปะทะประมาณ 5 นาที ก่อนที่กลุ่มขบวนการจะอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ จึงเข้าควบคุมพื้นที่ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงจำนวน 25 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 5,700,000 เม็ด จึงได้จัดกำลังเพิ่มเติมเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมยืนยันของกลางดังกล่าว ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหารจะเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่องต่อไป

ขอบคุณภาพ-ข่าว/ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่3

ทลายแก๊งขนยาบ้าล็อตใหญ่!!!..จับ 7 ผู้ต้องหาพร้อมยาบ้าเกือบ 14 ล้านเม็ด ขนจากชายแดนซุกโกดัง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดนรวบก่อนส่งขายพื้นที่ชั้นในประเทศ ตร.ขยายผลหานายทุนผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดี

ตำรวจภูธรภาค 5 โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5,ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 5 เจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ได้ที่โกดังบ้านเช่าหมู่ 1 ต.สันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดจำนวน 7 รายประกอบด้วย 1. นายชาติชาย อายุ 33 ปี 2. นายเลาซาง อายุ 50 ปี 3. นายประพันธ์อายุ 39 ปี บ้านหมู่ 8 4. นายหัสดิน อายุ 21 ปี 5.นายเม้งอายุ 21 ปี หมู่ 8 6.นายชุมพล อายุ 31 ปี ทั้งหมด 6 คน เป็น ชาว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ และ 7 นายตะวัน อายุ 40 ชาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลาง ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน จำนวน13, 990,000 เม็ด(สิยสามล้านเก้าแสนเก้าหมื่นเม็ด)และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆจำนวน 12 เครื่องพร้อมซิมโทรศัพท์

รายละเอียดแห่งคดีก่อนทำการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วม กับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.และหน้าที่ทหาร โดยชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่แนวชายแดนจังหวัดเชียงราย นำมาพักซ่อนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเพื่ออำพรางยาเสพติดไปกับสินค้าเกษตรส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้สั่งการให้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ และให้จับกุมต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น.ชุดจับกุมอาศัยอำนาจตามกฎหมายและแสดงตัวข้าวปิดล้อมตรวจค้นบ้านโกดังดังกล่าว พบกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 7 คน กำลังช่วยกันนำยาเสพติด(ยาบ้า)ออกจากกระสอบและแบ่งบรรจุในกล่องกระดาษและมียาบ้าส่วนหนึ่งวางกองอยู่บนพื้นห้องจึงได้เข้าทำการควบตัวผู้ต้องหาทั้งหมด เอาไว้ได้และจากการตรวจค้นพบยาบ้าของกลางรวมทั้งสิ้น 6,995 มัด หรือรวมทั้งสิ้น 13,990,000 เม็ด จึงทำการแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด “ร่วมกันซึ่งยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเภท 1(ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน)โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยมีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”จึงได้ทำการบันทึกจับกุมบันทึกาพทำประวัติ รวบรวมหลักฐานขยายผลต่อเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงจะได้มีการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์บัญชี ธนาคารข้อมูลสถานที่ผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อทำการอายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยิงปะทะสนั่นป่า!!..กองกำลังผาเมืองปะทะคาราวานขนยาบ้า ยึดยาได้อีก 4.5 แสนเม็ด

 

11 มีนาคม 2569 กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ จัดกำลัง 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณช่องทางเขาหัวโล้น บ้านหนองเต่า (บริวาร บ้านม่วงชุม) หมู่ 10 ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 3 – 5 คน สะพายกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง เดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ หน่วยจึงให้สัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม 2 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการโดรน และ ชุดสุนัขตรวจค้นยาเสพติด เข้าวางกำลังควบคุม และตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจพบ กระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 450,000 เม็ด และเมื่อเวลา 17.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก เดชาธร สาหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดจำนวนดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้กับ สถานีตำรวจภูธรฝาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 268 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 273 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 152,676,019 เม็ด, เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม, ไอซ์ 2,947.2 กิโลกรัม, ฝิ่น 169.4 กิโลกรัม และ คีตามีน 431.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 36 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 25 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 26,289 ล้านบาท (26,289,949,352 บาท)