รวบแล้วหนุ่มควงกรรไกรบุกจี้คอพนักงานแบงก์ขู่เอาเงินสด1แสนเหยื่อดิ้นร้องขอความช่วยเหลือเห็นท่าไม่ดีวิ่งหนีตำรวจตามลากคอคาบ้านพักสารภาพติดหนี้พนันออนไลน์และหาเงินแต่งเมีย

6 พ.ค.64 พ.ต.อ.ภูวนาถ​ ดวงดี​ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ พ.ต.ท.มนัสชัย อินทร์เถื่อน รอง ผกก.สืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสภ.เมืองเชียงใหม่ และ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมกันจับกุมตัวนายณัฐพล  อายุ 24 ปี เจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 21 ซอย 3 ถ.คชสาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางเป็นรถจักรยานยนต์ Scoopy I สีแดง หมายเลขทะเบียน 1 กข 8022 ลำพูน พร้อมด้วยชุดที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ

สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 5 พ.ค. 64 ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ได้รับแจ้งว่า ได้มีคนร้ายควงอาวุธกรรไกร บุกเข้าไปในธนาคารออมสิน สาขาท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยคนร้ายได้ใช้กรรไกรจี้ล็อคคอพนักงานสาวของแบงก์ แล้วขู่เอาเงิน สดหนึ่งแสนบาท แต่พนักงานพยายามดิ้นขัดขืนพร้อมทั้งร้องความช่วยเหลือคนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงปล่อยตัวแล้วรีบวิ่งหลบหนีไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดตามคนร้ายรูปพรรณสัณฐานผ่านทางกล้องวงจรปิด ก็พบว่าก่อนเกิดเกตุคนร้ายรายนี้ได้ขับขี่รถจักยานยนต์วนรอบธนาคารหลายครั้งเพื่อดูลาดเลา เจ้าหน้าที่จึงเห็นหน้าผ่านกล้องวงจรปิดและทำการสืบสวนจนทราบว่านายณัฐพล เป็นคนลงมือก่อเหตุจึงติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ต้องหาเป็นตัวแทนเว็บพนันพนันออไลน์และเล่นพนันออนไลน์ด้วยจนเป็นหนี้ จำนวนเงินกว่า 80,000 บาท ประกอบกับเจ้าตัวกำลังจะจัดงานแต่งงาน จึงได้ต้องการหาเงินเพื่อที่จะไปจัดงานดังกล่าว เป็นเหตุทำให้ตัดสินใจลงมือก่อเหตุดังกล่าว จึงควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

รวบยกแก๊งกระบะแต่งซิ่งขนยาบ้า5ล้านเม็ดจากชายแดนแม่ฟ้าหลวงส่งขายอยุธยา

ที่กองบังคับการตำรวนภูธรจังหวัดเชียงราย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุขผบช.ภาค 5 พล.ต.ต.ชินวิช วิชัยธนพัฒน์ ผบก.ภ.จว.เชียงราย ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน คือ นายชลธาร อายุ 20 ปี ชาว จ.ลำพูน นายอนันทชัย อายุ 28 ปี ชาว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ นายสุพจน์ อายุ 30 ปี ชาว อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 5 ล้านเม็ด ดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ก.ค.62 ที่ผ่านมาตำรวจประจำด่านตรวจท่าก๊อ สภ. แม่สรวย จ.เชียงราย ได้ทำการตรวจยึดไอซ์น้ำหนักรวมประมาณ 50 กิโลกรัมพร้อมรถยนต์กระบะ 1 คัน และได้มีการขยายผลการจับกุมจนทราบว่านายสุพจน์ มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จึงได้ติดตามพฤติการณ์อย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค.64 ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ได้จับกุมเครือข่ายยาเสพติด พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 6,230,000 เม็ด ยาไอซ์ 12 กิโลกรัม โดยคดีนี้ทางศาลจังหวัดหนองคายได้ออกหมายจับนายสุพจน์ ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครองครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายตามหมายจับของศาลจังหวัดหนองคายที่ 65/2564 จนกระทั่ง วันที่ 5 พ.ค.2564 ชุดสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค5 โดย พ.ต.อ.วรพงษ์ คำลือรอง ผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล รอง ผบกภ.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันติดตามจนกระทั่งทราบว่านายสุพจน์ ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีเทาทะเบียน ยข 5535 เชียงใหม่ เข้าพักที่รีสอร์ท ในพื้นที่ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว จ.เชียงรายจึงได้เฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. พบรถยนต์กระบะสี่ประตูยี่ห้ออีซูซุสีขาวทะเบียน งพ 5339 เชียงใหม่ขับเข้ามารับนายสุพจน์ แล้วขับมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย จนกระทั่งเวลา 22.00 น. พบรถยนต์อีซูซุสีขาวทะเบียน งพ 5319 เชียงใหม่ขับขี่มาตามถนนพหลโยธินขาล่องก่อนถึงแยกวัดร่องขุ่นโดยมีรถยนต์กระบะมีโครงเหล็กเสริมกระบะข้างยี่ห้อโตโยต้าสีเทาทะเบียน ยต 3655 เชียงใหม่บรรทุกสิ่งของในกระบะท้ายขับตามกันมาแล้วเลี้ยวขวาสามแยกแม่สรวยมุ่งหน้าไปทาง จ.เชียงใหม่โดยรถยนต์อีซูซุสีขาวทะเบียน งพ 434 เชียงใหม่ได้จอดที่บริเวณหน้ารีสอร์ท และพบนายสุพจน์ เดินลงจากรถเข้าไปในภายรีสอร์ท ส่วนรถยนต์อีซูซุสีขาวทะเบียน งพ 5319เชียงใหม่ได้ขับออกไปอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปทาง จ.เชียงใหม่โดยมีรถยนต์กระบะทะเบียน ยต 3685 เชียงใหม่ขับขี่ตามไป

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต่านตรวจ ท่าก๊อ สภ. แม่สรวย จึงได้ทำการสกัดรถยนต์กระบะทะเบียน ยต 3685 เชียงใหม่เอาไว้ได้ โดยมีนายชลธาร เป็นผู้ขับขี่และพบยาบ้าจำนวน 5 ล้านเม็ดซุกซ่อนอยู่บริเวณกระบะท้ายโดยมีผ้าใบปกคลุมอยู่ระหว่างตรวจนับยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงป่าเป้าได้ทำการสกัดและเรียกตรวจค้นรถยนต์ทะเบียน งพ 5319 เชียงใหม่ได้ที่บริเวณริมถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ก่อนถึงตลาดสดเวียงป่าเป้าโดยมีนายอนันทชัย เป็นผู้ขับและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกส่วนหนึ่งจึงได้เข้าควบคุมตัวนายสุพจน์ พร้อมรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีเทาทะเบียน ยข 5535 เชียงใหม่ที่บริเวณรีสอร์ท

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ติดตามขบวนการค้ายาเสพติดรายนี้มานานแล้ว เพราะมีพฤติกรรมไปพัวพันกับการขนยาเสพติดเข้าสู่ขั้นในของประเทศ มีหมายจับศาล จ.หนองคาย และพัวพันกับการลำเลียงยาเสพติดหลายครั้ง โดยครั้งนี้ได้ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาทางชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย แล้วนำไปพักในพื้นที่ อ.แม่สรวย โดยมีผู้ต้องหาหลัก 1 คนที่เป็นผู้จ้างวานพรรคพวกอีก 2 คนด้วยเงิน 200,000 บาท เพื่อนำไปส่งที่จุดหมาย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ถูกตำรวจจับกุมได้เสียก่อน

ทหารพราน-ตำรวจรวบแก๊งขนต่างด้าวเมียนมาเข้าไทย

พ.ต.ศรนรินทร์ สุมาลี ผบ.ร้อย ปฏิบัติการพิเศษ ฉก.ทพ.36 ร่วมกับ พ.ต.อ.เอกรัฐ พัฒนสมบัติผกก.สภ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จับนายธนายุทธ์ อายุ 30 และ นายศรัทธาเพชร อายุ 29 ปี ทั้งสองเป็นชาว ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พร้อมต่างด้าวชาวเมียนมา ชายหญิงรวม 14 คนนำตัวดำเนินดคีข้อหา”ร่วมกันช่วยเหลือนำพาคนต่างด้าวที่รู้อยู่แล้วว่าลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร โดยผิดกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม และมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคตามข้อกำหนด ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1ส่วนแรงงานต่่าวด้าวชาวเมียนมาร์อีกจำนวน 14 คนถูกดำเนินคดีข้อหา”เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย”

การจับกุมครั้งนี้เมื่อราวๆกลางดึกได้มีรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ ตอนเดียวสีเทา ทะเบียน.ยง 8321 เชียงใหม่ ขับผ่านมายังจุดตรวจมาจาก อ.อมก๋อย มุ่งหน้า อ.ฮอด จึงให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ และพบว่าคนขับรถมีอาการพิรุธลุกลี้ลุกลน และหยุดรถกะทันหัน พบว่าบริเวณหลังกะบะ มีการคลุมด้วยผ้าเต็นท์สีดำปกคลุมปิดบังไว้ เมื่อเปิดออกดูก็พบแรงงานต้างด้าวซุกซ่อนตัวอยู่ในนั้นจำนวนมาก จึงจับกุมตัวไว้ทั้งหมด

จากการสอบสวนผู้ต้องหาคนไทยรับว่ามีนายทุน ให้พวกตนสองคนขับรถไปรับคนต่างด้าวจากชายแดน บ้านพอบือละปู่ ต.แม่อุสุ อ.ท่างสองยาง จ.ตาก แล้วขับขี่มาตามเส้นทางป่าเขาลำเลียงไปส่งที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน แล้วจะมีคนมารับช่วงต่อเพื่อนำพาเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่มาถูกจับเสียก่อนโดยที่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง

ทหารเมียนมาส่งเครื่องบินรบมิก29และฮ.Mi35โจมตีฐานที่มั่นทหารกะเหรี่ยงแนวแม่น้ำสาละวินดุเดือดขู่พลเรือนและเจ้าหน้าที่ไทยห้ามเข้าไปในเขตพม่าเด็ดขาดหากไม่เชื่อฟังจะยิงทันที

 

ช่วงกลางดึก 1 พฤษภาคม 2564 ทหารพม่า ได้ใช้เครื่องบิน ขับไล่ Mig 29 และ เฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi 35 ทำการโจมตีทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู บริเวณ ตั้งแต่ฐานอิตูท่า , รอบ ๆ ฐานด๊ากวิน ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวมอ.แม่สะเรียง และบริเวณด้านหลังฐาน ฯ ซอเลท่า ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน การใช้อากาศยานของทหารพม่า ทำการโจมตีทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ที่อยู่ติดชายแดนไทย ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง และ ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2564 เป็นต้นมา ซึ่งมีการโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการโจมตีดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังจากที่ทหารกะเหรี่ยง ได้ทุ่มกำลังพล เพื่อเข้ายึดฐานที่มั่น ฐานด๊ากวินของพม่า ที่อยู่ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง เมื่อมีการโจมตีจากทหารกะเหรี่ยง ทหารพม่าจะทำการร้องขออากาศยานสนับสนุนการรบทันที การโจมตีล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ได้ส่งกำลังจากฐานต่าหล่อซอ ที่อยู่ด้านทิศใต้ของหมู่บ้านแม่สามแลบ ไปเสริมกับทหารเคเอ็นยู ส่วนหน้าที่ฐานด๊ากวิน และถูกตรวจการณ์จากอากาศยาน ทำให้มีการโจมตีบริเวณด้านหลังฐานซอเลท่า ลึกเข้าไปในเขตพม่าประมาณ 1.5 กม. ยังไม่ทราบผลการสูญเสียแต่อย่างใด

สำหรับสถานการณ์การสู้รบดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ทหารพม่าได้มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ทหารของไทยหรือรวมไปถึงพลเรือนเข้าไปในเขตของพม่ารวมไปถึงการแล่นเรือผ่านจุดที่มีการสู้รบ หากไม่เชื่อฟังจะยิงทันที ส่งผลให้ราษฎรเจ้าของเรือใน หมู่บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย และ ราษฎรบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง พากันหวั่นวิตกต่อคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเกรงจะถูกร้องขอให้นำเรือไปขนลำเลียงอาหารหรืออื่น ๆ หากผ่านจุดดังกล่าวจะถูกยิงและไม่ใครรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา

การสู้รบที่ยืดเยื้อระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่ายในเขตประเทศพม่า ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยสงครามเข้ามาในไทยจำนวนกว่า 2,000 ราย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและทางหน่วยทหาร ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข ได้เข้าดูแลให้การช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมและมีการคัดกรองโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดทางด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ( สนภ.3 นทพ. ) โดยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที 36 ( นพค.36 ) ร่วมกับฝ่ายความมั่นคง , อบต.แม่สามแลบ และฝ่ายปกครองอำเภอสบเมย ได้เข้าไปดูแลราษฎรไทยที่บ้านห้วยกองก๊าด ด้วยการมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมถึงน้ำดื่มสะอาดให้กับราษฎรไทยที่หลบหนีภัยการสู้รบไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

จับโจรใจบาปย่องงัดวิหารวัดดังฉกพระเกลี้งแท่นบูชามาแปลกอ้างเลื่อมใสพระพุทธศาสนาเคยมาปฏิบัติธรรมเห็นความศักดิ์สิทธิ์จึงขโมยเอาไว้บูชาแต่เพียงผู้เดียวแถมเขียนชื่อตัวเองติดไว้ใต้ฐานพระประธานก่อนเผ่นหนีด้วย

 

พ.ต.อ.ณฐภณ แก้วกำเนิด ผกก.สภ.แม่แตง พ.ต.อ.ยุทธการ เมธา รองผกก.สส.สภ.แม่แตง พร้อมกับพวก จับนายวิสุทธิเทพโพธิญาณ  อายุ 29 ปี ชาว จ.นครนายก พร้อมของกลางภาพถ่ายสมเด็จพระสังฆราชไทย 1 รูป พระสีวลีไม้แกะ 21 นิ้ว จำนวน 2 องค์ พระ ภปร.หน้า ตัก 9 นิ้ว 1 องค์ พระเนื้อหยก หน้าตัก 5 นิ้วจำนวน 1 องค์ นำตัวดำเนินคดีข้อหา”ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ ที่เป็นพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา ถ้าทรัพย์ยนั้นเป็นที่สักการบูชาของประชาชน หรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพระพุทธรูป หรือวัตถุดังกล่าว และได้กระทำในวัด สำนักสงฆ์ หรือรับของโจร”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เม.ย.64 ที่ผ่านมาตำรวจสภ.แม่แตง ได้รับแจ้งจากพระจารุภัทร ซึงพานิช พระประจำวัดป่านาบุญ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่ามีโจรใจบาปบุกงัดวิหารของวัด แล้วกวาดพระประธานขและพระอื่นๆไปเกลี้ยงแท่นบูชา หลังจากนั้นโจรใจบาป จะใช้ปากกาเมจิกเช็นต์ตัวเองไว้ใต้ตัวฐานพระประธานองค์ใหญ่ว่า”วิสุทธิเทพโพธิญาณ บุญผล” ตำตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบนายวิสุทธิเทพโพธิญาณ เข้าก่อเหตุเพียงคนเดียวหลังก่อเหตุได้เซ็นชื่อตัวเองไว้แล้วหอบเอาพระบูชาออกจากวิหารไป

จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายคือนายวิสุทธิเทพโพธิญาณ แน่นอนแล้วและเคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดด้วยจึงให้หญิงคนสนิท โทรไปหา ผู้ต้องหาบอกว่าอยู่ต่างจังหวัด และขอค่ารถในการเดินทางไปหา ตำรวจจึงโอนเงินไปให้ปรากฏชื่อบัญชี นายวิสุทธิเทพโพธิญาณ  ผู้ต้องหาหลงกลเดินทางเข้ามาในพื้นที่อ.แม่แตง จึงถูกจับกุมตัวสอบสวนทราบว่าว่าเป็นคนศรัธราในพระพุทธศาสนามาก จนเแปลี่ยนมาใช้ชื่อ วิสุทธิเทพโพธิญาณ และเดินสายทำบุญมาเกือบทั่วประเทศ และเคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้ เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปภายในวัดแล้ว จึงแอบขโมยเอามาไว้ครอบครอง หลังก่อเหตุที่เช็นต์ชื่อเอาไว้ทำไปโดยไม่คาดคิด แล้วเอาของกลางไปซ่อนไว้ใกล้ๆวัด แล้วไปปฏิบัติธรรมที่จ.พิจิตร เผื่อชักวันจะกลับมาเอาพระที่ซ่อนไว้ หลังการสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ตร.ช้างเผือกล่าหัวหน้าแก๊ง”มะขุนหวาน”ขบวนการค้ายาบ้ารายใหญ่เชียงใหม่หลังจับกุมลูกน้องได้3รายของกลางยาบ้า5หมื่นกว่าเม็ด

พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี ผกก.สภ.ช้างเผือก พ.ต.ท.วัชระ เทือกตา รอง ผกก.สส.สภ.ช้างเผือก พร้อมชุดปราบปรามยาเสพติดสภ.ช้างเผือก ไจับกุมตัวนายจิรพงษ์ อายุ 25 ปี ชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 30,000 เม็ด นำตัวดำเนินดคีข้อหา”มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”

ก่อนหน้านี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับนายสิทธิพงค์ 29 ปี ชาวอ.สันทราย จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 20,100 เม็ดโดยจับได้ขณะนำยาบ้าไปส่งให้เอเย่นต์ในตัวเมืองเชียงใหม่ หลังจับกุมนายสิทธิพงค์ รับสารภาพว่าพึ่งนำยาไปส่งให้กับนายยุทธพงษ์ อายุ 32 ปี ชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ทางเจ้าหน้าที่จึงติดตามไปจับกุมตัวนายยุทธพงษ์ ได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 1,640 เม็ด นอกจากนี้นายยุทธพงษ์ ยังให้การว่าได้นำยาล็อตใหญ่ไปส่งให้กับนายจิรพงษ์ อีกจำนวน 3 หมื่นเม็ด ทางเจ้าหน้าที่จึงขยายผลไปจับกุมนายจิรพงษ์ ได้พร้อมของกลางดังกล่าว จากการสอบสวนทั้งหมดเป็นแก๊งมะขุนหวาน ที่มีหัวหน้าแก๊งอยู่อ.สันป่าตอง คอยบงการสั่งจัดยาบ้าไปตามพื้นที่ต่างๆเพื่อกระจายยาบ้าขายในหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะได้ติดตามจับกุมตัวหัวหน้าแก๊งนี้มาดำเนินคกีตามกฏหมายต่อไป

ตร.ภาค5ทลายแก๊งค้ามนุษย์ลักลอบขนคนต่างด้าวเข้ากรุงทำเป็นขบวนการส่งต่อกันเป็นทอดๆโดยมีนายทุนใหญ่อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 สั่งการให้พ.ต.อ.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบก.สส.ภ.5 และหัวหน้าชุดปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย พร้อมชุดสืบสวนภาค 5 จับนายธนาวุฒิ อายุ 47 ปี น.ส.ปินดารา อายุ 37 ปี ชาวกุงเพทฯ นายเศรษฐวิทย์ อายุ 40ชาว จ.พะเยา นายศักศิริ อายุ 33 ชาวจ.กาญจนบุรี นายทันยนิตย์อายุ 46 ชาวจ.ชลบุรี พร้อมของกลางรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าแคมรี่ สีดำ หมายเลขทะเบียน 9กย-9729 กรุงเทพ รถยนต์เก๋งโตโยต้าแคมรี่ สีบรอนทอง หมายเลขทะเบียน ชท-6113 กรุงเทพ รถยนต์เก๋งยี่ห้องนิสสันมาร์ชสีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กฒ -4500 กรุงเทพ โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง พร้อมบุคคลต่างด้าวจำนวน 14 คน นำตัวดำเนินคดีข้อหา”ร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวที่ว่ารู้เข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย พ้นจากการจับกุม”

สืบเนื่องปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 และปัญหาการเมืองภายในประเทศเมียนมา ทางผบช.ภาค 5 ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 เร่งรัดสืบสวนสอบสวนจับกุมแก๊งลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นแหล่งระบาดของโรคไวรัสโควิด 19 ทางชุดปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย จึงทำการสืบสวนก็พบว่ามี”แก๊งแท็กซี่”ลักลอบขนแรงงานต่างด้าว จากชายแดนนำไปส่งกรุงเทพ จึงนำกำลังทั้งหมดไปทำการตั้งด่านสกัดจับที่บริเวณด่านตรวจสกัดกั้นยาเสพติด สภ.แม่ทา ถนนเชียงใหม่-ลำปาง ต.แม่ทา จ.ลำพูน ต่อมาก็พบกลุ่มรถของกลางทั้งหมด 3 ขับขับตามๆกันมาซึ่งตรงกับแนวทางการสืบสวน จึงเรียกรถทั้งหมดให้หยุดและทำการตรวจค้นก็พบกลุ่มผู้ต้องหา และบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาต เข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 14 คนจึงจับกุมตัวไว้ทั้งหมด

หลังการจับกุมได้มีการสอบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดเดิมทำอาชีพเป็นคนขับแท็กซี่ลีมูซีน อยู่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่จากปัญหาสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ต้องหันมาหาอาชีพเสริม จึงถูกชักชวนจากนายนัน ชาวพม่า ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งลักลอบนำพาต่างด้าวรายใหญ่ของภาคเหนือ ทำการจ้างให้ขับมารับกลุ่มแรงงานพม่า จากจุดต่างๆในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วนำไปส่งยังกรุงเทพ โดยได้รับค่าจ้างหัวละ 2,000-2500 บาท โดยแก๊งนี้ทำมาแล้วหลายครั้ง และยังมีผู้ร่วมขบวนการที่มีหน้าที่เป็นพลขับอีกหลายคนด้วยกัน

ทางชุดสืบวนภาค5 ได้ขยายผลทำการจับกุมตัวนายกสินโรจน์ อายุ 28 และนางประภาพร ชาว จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางรถโดยสารสารสี่ล้อแดงยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 30-6300 เชียงใหม่ โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และบุคคลต่างด้าวอีกจำนวน 6 คนการจับกุมครั้งนี้หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาชุดแรกแล้วได้สืบสวนก็ทราบว่าตัวนายกสินโรจน์ และภรรยา มีหน้าที่ไปรับแรงงานต่างด้าวจากพื้นที่อ.แม่แตง แล้วนำมาส่งให้กลุ่มแท็กซี่ลีมูซีน จึงนำกำลังไปสกัดจับขณะกำลังขนแรงงานต่างด้าว จากพื้นที่อ.แม่แตง เข้ามาในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้กับผู้ต้องหาชุดแรกขนเข้ากรุงเทพฯต่อไปโดยได้ค่าจ้างหัวละ 1,000 บาท โดยแก๊งลักลอบขนแรงงานต่างด้าวแก๊ง นี้มีนายนัน ชาวพม่าเป็นหัวหน้าแก๊งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนำแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้ามามาตามช่องทางธรรมชาติ ด้านชายแดนจ.เชียงใหม่ แล้วจะเดินป่าเข้ามาที่อ.แม่แตง แล้วจะมีกลุ่มเพื่อนร่วมแก๊งมารับตัวส่งต่อกันเป็นทอดๆเพื่อเดินทางเข้าไปทำงานโดยผิดกฏหมายที่กรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง

สืบสวนภาค5จับหนุ่มพร้อมยาบ้า1แสนเม็ดขนจากชายแดนสารภาพรับจ้างจากขบวนการใหญ่ส่งลูกค้าตามออเดอร์

พ.ต.อ.มานพ คนหลัก ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.5 พ.ต.ท.วิษณุ บุญมา สว.กก.สส.2 บก.สส.ภ.5 พร้อมชุดสืบสวนภาค 5 ทำการจับกุมตัวนายสุทิวัส อายุ 26 ปีชาว ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าสีดำหมายเลขทะเบียน ยข 8841 เชียงใหม่ นำตัวดำเนินดคีข้อหา”มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 5 ได้รับแจ้งข่าวจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาส่งจำหน่ายในพื้นที่อ.หางดง จ.เชียงใหม่ จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็พบชายขับรถยนต์ของกลาง วนเวียนอยู่ในพื้นที่ตามถนนสายเลี่ยงเมืองสันป่าตอง-หางดง ช่วงพื้นที่ ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ก่อนขับรถเข้าไปจอดหลบใต้สะพานข้ามลำน้ำ ทางเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าทำการขอตรวจสอบก็พบผู้ต้องหา และของกลางที่ซุกซ่อนภายในกระสอบปุ๋ยในรถดังกล่าว จึงจับกุมตัวไว้พร้อมของกลาง จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ารับจ้างจากขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ขนยาบ้าดังกล่าวกล่าวจากชายแดนที่อ.เชียงดาว มาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีและติดตามจับกุมผู้บงการขนยาเสพติดล็อตนี้ต่อไป

โรคร้ายระบาดคนตกงานเงินไม่มีซื้ออาหารยาไส้คุณตำรวจช่วยด้วยโจรใจบาปงัดตู้บริจาควัดพระธาตุจอมแว่อ.พานจ.เชียงรายฉกเงินหลายพันบาทหนีลอยนวล

พระครูวิมลพิพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุจอมแว่ อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งเป็น วัดประจำอำเภอพาน วัด 1 ใน 9 จอม ของจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่าเมื่อคืนวันพุธที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมาเมื่อเวลาประมาณตี 2 ตี 3 ได้ยินเสียงหมาในวัดเห่า แต่ก็ไม่ได้ลุกออกมาดู จนกระทั่งรุ่งเช้า พระลูกวัดไปกวาดทำความสะอาดบริเวณหน้าพระยืน เห็นเงินตกลงอยู่ที่พื้น และพบว่ากุญแจตู้บริจาคถูกงัด ถูกตัด จึงได้ไปดูจุดที่มีการงัด และตรวจดูตู้บริจาคภายในวัด พบว่า ตู้บริจาคหน้าพระนอนซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัววัด 200 เมตร ก็ถูกงัดด้วย โดยคนร้ายได้ใช้อุปกรณ์ตัดกุญแจออก นำเงินบริจาคภายในตู้ออกไปโดยไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และตอนนี้ยังไม่ได้แจ้งความอะไร โดยเงินในตู้บริจาคเป็นเงินบริจาคในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายนทั้งหมด ทุกเดือนจะมีคณะกรรมการวัดไปไขกุญแจออกมานับทุกเดือน เดือนเมษายนยังไม่ทันนำเงินออกมาคนร้ายก็งัดตู้บริจาคพังหมด คาดโจรคงมีการมาดูลาดเลาหลายวันแล้ว

ตามปกติจะมีผู้คนมาทำบุญที่วัดพระธาตุจอมแว่กันต่อเนื่องเพราะเป็นวัดประจำอำเภอพานตั้ง อยู่บนยอดดอยซางคำ มองเห็นทัศนียภาพอำเภอพานและพื้นที่โดยรอบ พอเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 ทำให้ไม่มีผู้คนขึ้นมาทำบุญที่วัด ซึ่งตู้บริจาคดังกล่าว ทางคณะกรรมการของวัดจะนำออกมานับทุกเดือน เป็นเงินเฉลี่ยต่อเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท แต่เดือนเมษายนนี้ยังไม่ได้นำเงินตู้บริจาคออกมานับคาดว่าสูญเงินไปหลายพันบาท และอีกจุดที่บริเวณพระนอนก็ถูกโจรในบาปงัดตู้บริจาคออกไปเช่นกัน จุดนี้ตั้งอยู่ห่างออกจากตัววัดประมาณ 200 เมตร ไม่มีคนนอนเฝ้า ตอนกลางคืนจะปิดล็อคประตูรั้วเอาไว้และมาไขประตูในตอนรุ่งเช้า ทางพระแจ้งว่ามีการงัดตู้บริจาคของวัดครั้งนี้เป็นหนที่สาม โดยครั้งก่อนเมื่อปีที่แล้วปีนี้ก็โดนอีก

รวบหนุ่มใหญ่อ้างตกงานเพราะโควิด-19พกปืนทุบกระจกรถยนต์ชาวบ้านจอดข้างถนนหวังฉกทรัพย์สินชาวบ้านตาไวสะกิดตำรวจรวบตัวดำเนินคดี

พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย ผกก.สภ.ภูพิงค์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวน ได้ทำการจับกุมตัว นายชัช อายุ 46 ปี ชาว อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางอาวุธปืน 9 มม. 1 กระบอกกระสุนปืน 24 นัด รถจยย.ยามาฮ่าฟีโน่ สีชมพู 1 คันนำตัวดำเนินคดีข้อหา”ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายต่อสิ่งกีดกั้น และโดยมีอาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการก่อเหตุ พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายเป็นชายกำลังก่อเหตุทุบกระจกรถยนต์ซึ่งจอดบริเวณถนนเชียงราย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก็พบ รถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิซิ สีขาว 4 ประตู หมายเลขทะเบียน ขฉ 7246 เชียงใหม่ จอดอยู่โดยมีร่องรอยถูกทุบกระจกด้านฝั่งผู้โดยสารและพบผู้ต้องหา นั่งซ่อนตัวอยู่ในภายในรถ จากการสอบถามว่าเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวหรือไม่ แต่ผู้ต้องหาได้ให้การวกไปวนมาเป็นที่ผิดสังเกต จึงได้ทำการขอตรวจค้นตัวพบอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืนซุกซ่อนอยู่บริเวณเอว จากการสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่า ตนงาน เพราะพิษโควิด จึงได้เข้ามาทุบทำลายกระจกรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อหวังหาของมีค่านำไปขายเพื่อใช้จ่าย ไม่คาดจะถูกจับกุม หลังการสอบสวนได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ.ภูพิงค์ ดำเนินดคีตามกฏหมายต่อไป