ทหารผาเมืองปะทะเดือดแก๊งขนยาบ้าข้ามชายแดนแม่อาย จ.เชียงใหม่ วิสามัญ 3 ศพกลางป่า

กลางคึกวันที่ 21 ธ.ค. 256 กองกำลังผาเมืองโดยกองบังคับการควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย 5 – 8 คน สะพายกระเป้าเป้ดัดแปลงไว้ด้านหลัง บริเวณ บ้านนามะอื้น หมู่ 14 ต.แม่อายแต.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้นแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเราก่อน จึงเกิดการยิงปะทะ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัยเนื่องจากทัศนวิสัยจำกัด เป็นเวลากลางคืนทำให้ไม่สามารถตรวจการณ์ได้ หน่วยจึงได้วางกำลังควบคมพื้นที่เกิดเหตุไว้ พร้อมทั้งจัดกำลังเพิ่มเติม ในพื้นที่ปะทะ จำนวม 2 ชุดปฏิบัติการ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบ

ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค. กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพล ชุดปฏิบัติการสนับสนุน ร่วมกับ กองร้อยเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังผาเมือง จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจพบกลุ่มขบวนการเสียชีวิต จำนวน 3 ราย พร้อมกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง ภายในบรรจุยายาบ้า จำนวน 500,000 เม็ด อาวุธปืนยาวไทยประดิษฐ์ พร้อมเครื่องกระสุนจำนวน 1 กระบอก ปลอกกระสุนปืน ขนาด 7.62 มม. จำนวน 6 ปลอก ตกในที่เกิดเหตุ ส่วนสรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติดชอง กกล.ผาเมือง ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 325 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 120 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 71,072,557 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 899 กิโลกรัม และ ฝิ่น 3.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 18 ครั้ง ครั้ง กลุ่มวนการฯ เสียชีวิต 8 ศพ

สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่แจ้งเตือนระวัง 6 โรคที่มากับหน้าหนาว พร้อมเตือนภัยเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สอันตราย สูดดมเข้าไปหมดสติหรือเสียชีวิตได้

นพ.วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ช่วงนี้จังหวัดเชียงใหม่อากาศเริ่มหนาว อุณหภูมิช่วงเช้า ๆ ประมาณ 13-16 องศาเซลเซียส สภาพอากาศเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ เพราะอากาศที่เย็นจะเอื้อต่อการอยู่รอดและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคที่มากับอากาศหนาวเย็น 6 โรค ได้แก่ โรคไข้หวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 โรคปอดบวม โรคติดเชื้อไวรัส RSV อุจจาระร่วง โรคไข้สุกใส โดยในปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม – 30 พฤศจิกายน 2568) จังหวัดเชียงใหม่พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า(จำนวนผู้ป่วย 29,103 ราย) ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน โดยผู้ที่ควรรับวัคซีนได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ แพทย์ และพยาบาล โดยต้องเข้ารับการฉีดทุกปี ทั้งนี้ ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้ ด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด และดูแลอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หากมีอาการไอจาม มีน้ำมูก ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ และควรสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก ซึ่งจะช่วยป้องกันได้ทั้งโรคติดต่อทางเดินหายใจและโรคโควิด-19 รวมทั้งดูแลความอบอุ่นของร่างกาย เตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้เพียงพอกับสภาพอากาศ

สำหรับ ภัยจากเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองหนาว และเป็นเมืองท่องเที่ยว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก มักจะติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊ส เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สจะสร้างความร้อนได้ดีและสม่ำเสมอกว่าระบบไฟฟ้า จึงทำให้จังหวัดเชียงใหม่เกิดอุบัติการณ์ของคนหมดสติขณะอาบน้ำทุกปี โดยปี 2568พบผู้ป่วยหมดสติ 2 ราย เครื่องทำน้ำอุ่นระบบแก๊สจะทำงานโดยใช้ออกซิเจน เพื่อทำความร้อน และสร้างแก๊สพิษ คือ คาร์บอนมอนอกไซด์ขึ้น ผู้ที่สูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้เม็ดเลือดจับออกซิเจนได้น้อยลง ร่างกายขาดออกซิเจน จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ มึนงง หน้ามืด หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ หากพบผู้ประสบเหตุ หรือได้กลิ่นแก๊สผิดปกติ ให้รีบปิดเครื่องทำน้ำอุ่น นำผู้ป่วยออกจากห้องน้ำไปยังพื้นที่โล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก นอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวม และให้ออกซิเจนหากมีถังออกซิเจน และรีบแจ้ง 1669 หรือนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

แม่ทัพภาคที่3 ชี้สถานการณ์ยาเสพติดชายแดนภาคเหนือยังน่าห่วง วางมาตรการคุมเข้มทุกพื้นที่ บูรณาการทุกภาคส่วนสกัดกั้นปราบปรามอย่างเด็ดขาด

15 ธ.ค.68 ที่หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่3 ในฐานะ ผบ.นบ.ยส.35 เปิดเผย ถึงสถานการณ์การลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ด้านภาคเหนือ ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมาว่า จากการข่าวแนวชายแดนพบว่าปัจจุบันยังคงมีปริมาณยาเสพติดที่ตรวจยึดได้เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มกำลังการผลิตจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่เครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดมีการปรับรูปแบบการลำเลียงให้ซับซ้อนขึ้น ทั้งการใช้เส้นทางธรรมชาติ เส้นทางรอง การซุกซ่อนของกลางในรถดัดแปลง ตู้คอนเทนเนอร์ เรือเล็ก และการใช้บุคคลในพื้นที่เป็นเครือข่ายเชื่อมโยง โดยการเพิ่มขึ้นของยาเสพติดดังกล่าวมักเกิดจากปัจจัยพื้นฐานคือความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จำกัด ทำให้บางกลุ่มถูกดึงเข้าสู่วงจรลำเลียงยาเสพติด ซึ่งการดำเนินงานแก้ไขปัญหาจะต้องมีการป้องกันควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น การส่งเสริมอาชีพ และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นต้น

สำหรับมาตรการรับมือ ในครั้งนี้นบ.ยส.35 ได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการโดยเฉพาะกำลังทหารที่จะต้องร่วมกับตำรวจ ตชด. ป.ป.ส. หน่วยความมั่นคง และภาคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันมากขึ้น โดยมีการแจ้งเบาะแสผ่านทางฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหารในพื้นที่ เนื่องจากทุกคนได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด ทั้งนี้ นบ.ยส.35 ได้ใช้ข้อมูลข่าวกรองและพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติการสกัดกั้นกับฝ่ายความมั่นคงภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน โดยเน้นการจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายและส่งต่อผู้ต้องหาสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปิดเส้นทางการเงินและเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม นบ.ยส.35 ยังคงเดินหน้าภารกิจสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มข้น พร้อมเพิ่มการประสานงาน การข่าว และความร่วมมือกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่องโดยประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทางเพจของ นบ.ยส.35

ทลายรังเว็บพนันออนไลน์ในคอนโดหรูกลางเมืองเชียงใหม่

วันที่ 9 ธ.ค.68 พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมชุดปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี สารสนเทศตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ บุกเข้าตรวจค้น คอนโดหรูย่าน ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ หลังรับแจ้งว่ามีคนมาเช่าห้องพักแล้วลอบเปิดเป็นสถานประกอบการเกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์โดยเปิดเว็บไซต์จัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์หลายประเภท เช่น สล็อตออนไลน์, คาสิโนออนไลน์, เกมส์พนันออนไลน์ และทายผลฟุตบอลออนไลน์ ภายในห้องเจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาเป็นชาย 1 ราย ชาวจ.น่าน แสดงตัวเป็นผู้อยู่อาศัยห้องพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ จำนวน 1 เครื่อง โทรสัพย์ iPhone 16 Pro max สีดำ จำนวน 1 เครื่อง โดยอุปกรณ์ทั้งสองมีการเข้าถึงเว็บไซต์พนันออนไลน์ และพบแฟ้มข้อมูลและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ประวัติการถ่ายทอดสด (Live) ซึ่งเกี่ยวกับการโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ดัง

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับว่าตนทำงานให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าวจริง โดยเว็บไซต์ดังกล่าวมีแพลตฟอร์มเกมพนันออนไลน์หลายประเภท และมีการได้เงินและเสียเงินจากการเดิมพันจริง ซึ่งตนมีหน้าที่ในการจัดทำภาพและวิดีโอ กราฟิค พร้อมข้อความเชิญชวน เพื่อใช้ในการโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าวผ่านบัญชีไลน์ทางการ (Line OA) ที่เจ้าข้องเว็บไซต์ตั้งขึ้นเพื่อพูดคุยกับลูกค้าเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยตนได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 18,000 บาทต่อเดือน โดยในเว็บฯมีสมาขิกหรือผู้เล่นกว่าห้าพันคนเงินหมุนเวียนกว่าสามล้านบาทต่อเดือน หลังการสอบสวสเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันออนไลน์ (ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 12”

นายกฯขึ้นเหนือ แถลงปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” จับ2ปลัด-นายอำเภอ สมคบจีนเทาสวมชื่อขอรับสัญชาติไทย

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 20 พ.ย.68 ที่ห้องประชุมคุ้มแก้วขวัญดาว กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินการ “ปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง” การดำเนินคดีกับขบวนการ นำคนต่างด้าวมาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ส่วนปราบปรามทุจริตทางทะเบียนและบัตร สน.บท. เจ้าหน้าที่ สน.สก.กรมการปกครอง .สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (บก.ปปป.,) ปปช., ปปท. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มขบวนการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดทําใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยมีการออกบัตรที่น่าสงสัยกว่า 20000 ราย โดยสามารถจับกุม ปลัดอำเภอ 2 คน กลุ่มอดีตลูกจ้างอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่สำนักทะเบียน อ.เวียงแหง 4 คน กลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน4 คน และกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิด 2 คน การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนพบว่าได้มีกลุ่มนายหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต นําคนต่างด้าวซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามมติ ครม. ดังกล่าว มาทําการสวมตัวและ ทํารายการเท็จออกใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและบัตรประจําตัว โดยทุกคนจะเสียค่าใช้จ่ายรายละ 8 แสนบาท- 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มจีนเทา และเชื่อมโยงกับการเปิดบัญชีม้า จึงทำการรวบรวมพยานหลักฐานและมีการออกหมายจับและเปิดปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง และจับกุมทั้งหมดไว้ได้ ก่อนแจ้งข้อหา ในความผิดฐานร่วมกันกระทําการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการใน ทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534, นําเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลปลอมโดยทุจริตหรือโดย หลอกลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน มาตรา 9 ประกอบ มาตรา 14 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560, เป็นเจ้าพนักงานทําเอกสารเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดย ทุจริต ตามมาตรา 162 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าสำหรับแก๊งสวมบัตร นั้นเกี่ยวข้องกับกลุ่มจีนเทา ซึ่งมีข้าราชการใช้ช่องว่างระบบสัญชาติ เป็นการเปิดทางเครือข่ายอาชญกรรมข้ามชาติเข้ามาสวมสิทธิคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และจากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการทำที่อ.เวียงแหง จึงมีการกวาดล้างครั้งใหญ่และจับกุมทั้งหมด ในรัฐบาลยุคนี้จะสร้างความมั่นคงให้ประชาชน จะปราบปราบเรื่องเหล่านี้ให้หมดทำให้บ้านเมืองสอาด และไม่ว่าใครจะกระทำผิดเป็นคนมียศมีตำแหน่งก็จะจับมาดำเนินคดีให้หมด

มีรายงานว่าหลังการเปิด“ปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง” เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลจนพบกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่มและพบว่าบุคคลที่พบว่ามีหนังสือเดินทางสัญชาติจีน จำนวน 3 รายซึ่งเป็นกลุ่มสวมบัตร ได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้ว และจากการรวบรวมหลักฐานพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงนายอำเภอ และนายหน้าของขบวนการ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับนายอำเภอ และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวต่อศาล ต่อมาอำเภอได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ต่อมากรมการปกครอง ได้มีคำสั่งย้ายนายอำเภอ และปลัดอำเภอที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปช่วยราชการที่กรมการปกครองแล้ว

ดอยอินทนนท์…หนาวปากสั่นอุณหภูมิลดฮวบ 6 องศา

เช้าวันนี้ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ยอดดอยและกิ่วแม่ปานอากาศเปิดคุณภาพอากาศดีมาก อุณหภูมิต่ำสุด ยอดดอย 6 องศา กิ่วแม่ปาน 10 องศา ส่วนที่ทำการอึทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 13 องศา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามาท่องเที่ยวในอุทยานจำนวน 2,587 คน ชาวต่างประเทศจำนวน 1,688 คน ยานพาหะนะ 1,228 คัน ทางอุทยานฯประกาศแจ้งนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาเที่ยวชมธรรมธรรมชาติบนดอยฯการขับขี่รถบนดอยยังคงต้องระมัดระวังในการขับรถขึ้น-ลง ดอย และใช้เกียร์ต่ำ

ตำรวจภาค5 แถลงโชว์จับย้าบ้าล็อตใหญ่กว่า13ล้านเม็ด

12 พ.ย.68 ณ อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปปส. ร่วมกันแถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี ของกลางยาบ้ารวม จำนวน 13,268,000 เม็ด โดยคดีแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ จ.ลำปาง ทำการด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จ.ลำปาง ต่อมาได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน กม – 4274 ราชบุรี ขับเข้ามายังด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเรียกให้หยุดตรวจพบ ผู้ต้องหา 2 คนชาย-หญิง โดยสารมากับรถคันดังกล่าว ระหว่างสอบถามทั้งสองคนแสดงอาการมีพิรุธ ตอบไม่ตรงคำถามเจ้าหน้าที่จึงค้นรถพบยาบ้าจำนวน 200,000 เม็ด และ อาวุธปืนสั้นแบบไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุน 5 นัด จากการสอบสวนทราบว่าจะนำยาเสพติดไปส่งนายทุนที่ จ.ระยอง

คดีที่สอง สภ.ห้วยไร่ จ.แพร่ ทำการด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ม.2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน กธ 3858 เพชรบูรณ์ จึงส่งสัญญานเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจคันปรากฏว่าคนขับรถคันดังกล่าวได้เร่งเครื่องพยายามแหกด่านขับหนีไปกว่า 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่สกัดรถไว้ได้แต่คนขับทิ้งรถหนีเข้าป่าข้างทาง ค้นท้ายกระโปรงรถพบยาบ้า 698,000 เม็ด และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกส่วนหนึ่งทำการติดตามจนสามารถจับกุมตัว คนขับรถไว้ได้ จากการสอบสวนผู้ต้องหารับจ้างขับรถขนยาล็อตนี้จากเชียงรายไปส่งจ.ยะลา

คดีที่สามชุดสืบสวนจังหวัดเชียงราย พร้อมทุกหน่วยงานบุกค้นโกดังเลขที่ 393/76 ม.3 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย พบยาบ้าจำนวน 10 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในตู้ลำโพง เฟอนิเจอร์ จับคนงานได้ 5 คนซึ่งจะได้สืบสวนขยายผลการจับกุมต่อไป.ส่วนคดีที่สี่ ชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่าจะมีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดจะใช้รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว ทะเบียน จธ-3852 เชียงใหม่ ในการนำทาง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการติดตามจับกุมไว้ได้ และมีผู้ต้องหาเป็นชาย ขับถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บล 459 ลำพูน ขับตามกันมามุ่งหน้ามาตามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ จึงได้เข้าสกัดจับค้นรถ พบยาบ้าจำนวน 2570,000 เม็ด บรรทุกปะปนกับลังผลไม้ เซียนท้อและบัวหิมะ จึงจับกุมสอบสวนรับจ้างขนจากชายแดนไปส่งให้ลูกค้าที่ตลาดไท

จับแก๊ง “คาวบอยบ่อแก้ว” ค้ายาไอซ์ยึด 496 กก.คาตลาดเมืองใหม่

วันที่ 11 พ.ย.68 ณ สำนักงาน ปปส. ภาค 5 ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ พ.ต.ท. นริช สอนดิษฐ ผอ.สำนักงาน ปปส. ภาค 5 พล.ท. ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3 รอง ผบ.นบ.ยส.35 พล.ต. สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษา กกล.ผาเมือง พล.ต.ต. ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมยาไอซ์ 496 กิโลกรัม โดยการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ได้บูรณาการจับกุมคดีสำคัญก่อนหน้า 5 คดี ยึด ยาไอซ์ 600 กิโลกรัม ในพื้นที่ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่พบพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายที่ใช้รูปแบบการว่าจ้างรถบรรทุกพืชผลทางการเกษตรซุกซ่อนยาเสพติด โดยคนรับจ้างไม่รู้ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม จึงเฝ้าติดตามสืบสวนจนพบว่ามีเครือข่ายนี้จะมีการลักลอบลำเลียงยาไอซ์ล็อตใหญ่ปะปนมากับสินค้าการเกษตรจึงเฝ้าจับตา ต่อมาได้พบกับนายดนัย สมาชิกคนสำคัญของแก๊งค้ายาแก๊ง ‘คาวบอยบ่อแก้ว “พร้อมพวกรวม 3 คน ได้ที่ลานจอดรถย่านตลาดเมืองใหม่ ต.ช้างม่อย อ.เมืองเชียงใหม่ โดยใช้รถอีซูซุสี่ประตูสีขาว ทางเจ้าหน้าที่ก็บุกเข้าจับตรวจค้นพบยาไอซ์ 496 กิโลกรัมซุกซ่อนปะปนในตะกร้ามันฝรั่งจึงจับกุม จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การซัดทอดว่ามี ผู้สั่งการผู้ว่าจ้างอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และมีปลายทางของกลางคือตลาดไท จ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.สำหรับแก๊งค้ายา “คาวบอยบ่อแก้ว” เป็น แก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ภาคเหนือ ที่มีบทบาทสำคัญในการสั่งการว่าจ้างและขับรถนำทางลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเมื่อต้นปี68 เจ้าหน้าที่เคยลุยค้น 30 จุด ใน 5 จังหวัด เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, พะเยา, และหนองคาย ของแก๊งนี้ยึดทรัพย์ได้กว่า 120 ล้านบาท

บุกจับมอดไม้…ลักลอบตัดไม้ในอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่

วันที่ 1 พ.ย.68 นายอานนท์ กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ได้นำกำลังออกลาดตระเวนบริเวณป่าห้วยปลากั้ง ท้องที่หมู่ 4 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้ยินเสียงเรื่อยยนต์ดังมาจากบริเวณป่าดังกล่าวเป็นระยะๆ จึงได้นำกำลังโอบล้อม และเมื่อมอดไม้เห็นเจ้าหน้าที่ก็พยายามจะวิ่งหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่ ก่อนจะช่วยกันจับตัวมอดไม้ อายุ 61ปี ได้ 1 คน เป็นชาวบ้านตำบลปิงโค้ง จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การว่าจะนำไม้ที่ตัดนั้นไปใช้ประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบของกลาง ไม้ชิงชัน(เก็ดดำ), เลื่อยโซ่ยนต์ ยี่ห้อ Tiger พร้อมแผ่นบังคับโซ่ ขนาดความยาว 18 นิ้ว, มีด 1 เล่ม จึงได้ยึดอุปกรณ์ไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว ดำเนินคดีข้อหาลักลอบตัดไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติศรีลานนาพร้อมจะขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจภาค5ทลาย”แก๊งบัวดำ”อาละวาดกลางคืนไล่ฟันอริเหยื่อสาวข้อขาด!!..

จากกรณีกลางดึกคืนวันที่ 17 ก.ย.68 เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่รวมตัวขับขี่รถ จยย.ไปตามตัวเมืองเชียงใหม่และพบเห็นวับรุ่นคนไทยก็รุมทำร้ายเหตุเกิดที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ติดกับร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ถนนสายสันกำแพง (สายเก่า) ช่วงเส้นหนองประทีปไปแยกบวกครก ทำให้มีหญิงสาววัยรุ่นเยาวชน อายุประมาณ 14 ปี ถูกอาวุธมีดฟันเข้าที่บริเวณข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และมีวัยรุ่นชายเจ็บอีกสองราย ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 19 ก.ย.68 พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมชุดสืบสวนภาค5 ได้แถลงข่าวการจับกุมตัวนายจาย อ้าย หม่อง หรือ เอ็ม (Mr.Sai Aik Maung) อายุ 25 ปีและกลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมา อีกจำนวน 14 คนอายุตั้งแต่ 14-31 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา และเป็นแก๊งที่ร่วมกันตั้งขึ้นมาชื่อ”แก๊งบัวดำ”เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่านำทีมแก๊งไทยใหญ่รวมกลุ่มกันตอนกลางคืนเพื่ออกตามล่ากลุ่มคู่อริคนไทยที่เคยมีเรื่องกัน วันเกิดเหตุขับขี่รถ จยย.ไปเจอกลุ่มผู้บาดเจ็บหน้าคล้ายนึกว่าเป็นอริจึงคว้ามีดมาไล่ฟันโดยไม่รู้คนที่ถูกฟันแขนขาดเป็นผู้หญิง

 

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 กล่าวว่าคดีนี้ยังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีที่เป็นคนใช้มีดฟันอีกหนึ่งคนทางเราพอรู้ว่าหลบหนีไปที่ไหนกำลังจัดกำลังไล่ล่าตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมาย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้ชุดสืบสวนภาค5 จัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว ”ไล่ล่าทรชนคนอันธพาล“ ออกตรวจ กวดขัน จับกุม กลุ่มแก๊งค์วัยรุ่นที่รวมตัว มั่วสุม ก่อเหตุอาชญากรรม เพื่อความสงบสุขของประชาชนต่อไป ส่วนข้อหาที่แก๊งนี้ถูกดำเนินคดีประกอบด้วย ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส, สมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด(ทำร้ายร่างกายสาหัส) ร่วมกันพาอาวุธ(มีสปาร์ต้า) ไปในเมืองหรือหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาตหรือมีเหตุอันควร