กระตุ้นเศรษฐกิจลดค่าครองชีพประชาชนสุดคึกคัก“ตลาดชุมชนบ้านโป่ง”ชาวบ้านต่อแถวยาวรอซื้อสินค้าราคาประหยัด

ที่ตลาดประชารัฐต้องชม “ตลาดชุมชนบ้านโป่ง” ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายซื้อของสินค้าราคาประหยัด กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดค่าครองชีพประชาชน อาทิ ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นของผู้ประกอบการในตลาด เป็นไปตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นและเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก นายสังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอแม่สะเรียง มาเป็นประธานการเปิดงาน

ด้านนางสาวจุไรรัตน์ ศรีตระกูล พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า นอกจากจะมีสินค้าราคาประหยัดเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแล้ว ยังมี การจับแจกคูปองซื้อสินค้า มูลค่า 200 บาท จำนวน 25 รางวัล และรับชมการแสดงจากนักเรียนโรงเรียนอนุบาลแม่สะเรียง สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นหน่วยงานหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนให้มีความเข้มแข็งในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy Development) ให้เกิดความยั่งยืนในการพึ่งพาตนเองผ่านกลไกของตลาดชุมชน และเพื่อสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ตลาดประชารัฐต้องชม ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างการรับรู้ของประชาชนและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ตลอดจนสินค้าและบริการต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อเป็นช่องทางการระบายสินค้าของชุมชน และเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของรัฐบาล

พิษโควิด19ค้าชายแดนทรุดเมียนมาร์โมโหตอบโต้ไทยจำกัดรถบรรทุกส่งสินค้าไทยข้ามฝั่งแม่สายวันละ6คันเท่านั้น

ที่สำนักงานของหอการค้า อ.แม่สาย ตั้งอยู่ภายในโรงแรมแม่โขง เดลต้า บูติค อ.แม่สาย นางสาวผกายมาศ เวียร์รา ประธานหอการค้าอำเภอแม่สาย ได้เปิดให้ผู้ประกอบการได้เข้าไปลงทะเบียนเพื่อจัดลำดับส่งออกสินค้าข้ามไปยังฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก ตามโควต้าที่ทางการท้องถิ่น จ.ท่าขี้เหล็ก กำหนดให้ไปได้วันละเพียง 6 คัน โดยมีผู้ประกอบการไปลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 300 คัน ทางหอการค้า อ.แม่สาย จึงได้เชิญผู้ประกอบการทั้งหมดร่วมประชุมหารือกันที่สำนักงานหอการค้า อ.แม่สาย เพื่อหาวิธีแก้ไขและจะนำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝั่งไทยและเมียนมาร์

โดยเหตุการณ์ดัวกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.เชียงราย ได้มีคำสั่งในการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ฉบับที่ 22 กำหนดให้รถยนต์ตู้บรรทุกสินค้าจากประเทศเมียนมาข้ามมารับสินค้าใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ชายแดนติดกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้วันละ 168 คันโดยให้มีการเปลี่ยนคนขับเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยก่อนเข้าสู่ชั้นในของประเทศ มีผลตั้งแต่วันน17 ก.ย.63 ต่อมาทาง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาได้มีคำสั่งอนุญาตให้รถสินค้าไทยเข้าไปในเมียนมาวันละเพียง 6 คันและรถจากเมียนมามายังฝั่งไทยได้เพียง 6 คันเท่ากันนั้น ได้ทำให้การค้าชายแดนที่จุดผ่านแดนถาวรตรงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อ.แม่สาย มีความแออัดเนื่องจากตามปกติจะมีการขนส่งสินค้าผ่านจุดดังกล่าววันละกว่า 300-400 เที่ยวตลอดทั้งวัน ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าทั้งรถขนาดใหญ่โดยเฉพาะรถบรรทุดน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภคบริโภค จอดรออยู่ที่ด่านพรมแดนโดยบางส่วนเป็นพืชผักและอาหารได้นำมาวางกองกันริมทางโดยไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถข้ามพรมแดนไปได้หรือไม่

สำหรับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเมียนมาที่สะพานแห่งที่ 2 ที่ อ.แม่สายตั้งแต่เดือน ต.ค.2562-ส.ค.2563 นี้ มีสินค้าไทยส่งออกไปยัง จ.ท่าขี้เหล็ก มูลค่า 12,244,019,935.60 บาท โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 10,803,646,550.06 บาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมากถึง 4,551,742,832.64 บาท น้ำมันเชื้อเพลิง 2,321,141,738.28 บาท สุรา 1,168,833,962.22 บาท ปูนซีเมนต์ 597,971,136.79 บาท เครื่องดื่ม 584,629,823.74 บาท ไวน์ 346,959,654.18 บาท ไฟฟ้า 297,327,916.48 บาท เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว 274,034,274.69 บาท เหล็กเส้นและเหล็กข้ออ้อย 248,726,900.66 บาท ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและผ้าอนามัย 212,965,268.06 บาท ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1,440,373,385.54 บาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทางการเกษตรา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1,127,377,485.75 บาท ผลส้มสด 54,542,400 บาท ไม้สักแปรรูป 40,169,583.65 บาท ใบชา 18,060,039.02 บาท แร่แมงกานีส 103,621,093.34 บาท เศษเหล็ก 37,510,686 บาท เศษอลูมิเนียม 14,885,300 บาท ทำให้ด่านศุลกากรแม่สายสามารถจัดเก็บรายได้เข้าประเทศจากอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตและภาษีมหาดไทย ได้รวมกัน 23,784,161.39 บาท และจากมาตรการของฝ่ายเมียนมาดังกล่าวทำให้หอการค้า จ.เชียงราย คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้าจะลดลงอย่างแน่นอน

ตชด.327รวบสมุนเอเยนต์ยาบ้ารายใหญ่ขนขยาบ้า1แสนเม็ดขายให้สายตำรวจ

พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม ผกก.ตชด.32 เป็นประธานการแถลงข่าวการจับกุมยาเสพติด ร่วมกับ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 หน่วยเฉพพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 กองกำลังผาเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่จัน ปปส.ภ.5 กองกำกับการสืบสวน บก.ตม.5 และหน่วนงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 คน คือ นายณัฐวุฒิ เงินปา อายุ 25 ปี ชาวพร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด โดยจับกุมได้ที่ บริเวณ ถนนทางเข้าคริสตจักรข่าวดี บ้านห้วยมะหินฝน ม.14 ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย

โดยการจับกุมในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่ามีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเครือข่ายของนายตี๋ ในพื้นที่ บ้านจะพือ ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย จึงได้ออกติดตามหาข่าวจนกระทั่งทราบว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดดังกล่าวมียาเสพติดเป็นยาบ้าอยู่ประมาณ 100,000 เม็ด โดยได้ติดต่อเสนอขายยาบ้าดังกล่าวให้กับสายลับ จึงวางแผนเพื่อจับกุมนัดหมายซื้อยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด ในราคา 550,000 บาท โดยนัดส่งมอบยาบ้าดังกล่าวที่ ถนนท้ายหมู่บ้านห้วยมะหินฝน ม.14 ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย

จนกระทั่ง เวลาประมาณ 09.00 น.วันที่ 16 ก.ย. 63 นายตี๋ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่และโดยได้นัดหมายส่งมอบยาบ้าดังกล่าวตามที่ได้นัดหมายเอาไว้ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังสังเกตการณ์ อยู่บริเวณโดยรอบ จนกระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. นายตี๋ ได้นัดให้ไปพบบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุโดยให้นายณัฐวุฒิไปดูเงินที่ตกลงซื้อขายยาบ้ากันไว้ จากนั้นนายณัฐวุฒิ ไปรับยาบ้าบริเวณถนนท้ายหมู่บ้านห้วยมะหินฝน จำนวน 100,000 เม็ด มาส่งให้สายที่ติดต่อซื้อ จนถูกจับกุมตัวดังกล่าว

ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายณัฐวุฒิฯ มาที่สอบสวนที่ ร้อย ตชด.327 อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อทำการขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายณัฐวุฒิห้การว่ายาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนเอง โดยได้รับจ้าง จากนายตี๋ (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท โดยได้นำยาเสพติดดังกล่าว มาซุกซ่อนบริเวณชายป่าสวนยางพารา และได้ยกมาบนถนนทางสาธารณะ ท้ายหมู่บ้านห้วยมะหินฝน เพื่อรอส่งมอบตามที่ตกลงกันไว้จนถูกจับกุมดังกล่าวและจะได้ติดตามจับกุมตัวนายตี๋ เอเยนต์ยาบ้ารายนี้มาดำเนินคดีต่อไป

เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนเชิญเที่ยวงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด29ก.ย-2ต.ค.นี้

ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน นายปกรณ์ จีนาคำนายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการเทศบาลเมือง แถลงข่าวการจัดงานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ดหรืองานเทศกาลออกพรรษาของชาวไทใหญ่หรือชาวไตจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายปกรณ์ จีนาคำ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด 19 การจัดงานปอยเหลินสิบเอ็ดปีนี้จะเน้นการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่หรือชาวไตในแม่ฮ่องสอนเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.- 2 ต.ค.63 วันที่ 29 ก.ย.63 นอกจากจะเป็นวันเปิดงานแล้ว ยังมีการแสดงของนักเรียนและชุมชน การแข่งขันกีฬา , การประกวดศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่ ก้าลาย รำโต ก้าแลว ส่วนวันที่ 30 ก.ย.63 จะเป็นการประกวดตีกลางมองเซิง ตีกลองก้นยาว และวันที่ 1ต.ค.63 จะเป็นการประกวดฟ้อนรูปสัตว์สองเท้า ( รำนก)ฟ้อนรูปสัตว์ 4 เท้า ( รำโต)

และเพื่อป้องกันเฝ้าระวังโรคโควิด 19 ปีนี้จะไม่มีการแห่จองพาราเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่จะนำจองพาราหรือปราสาทพระประดับประดาตกแห่งประทีปโคมไฟสว่างไสวสวยงาม จากชุมชนทั้งในเขตเทศบาล หน่วยงานราชการ และชุมชนนอกเขตเทศบาลเมือง นำจองพาราหรือปราสาทพระมาจัดแสดง จำนวน 13 ขบวน มาตั้งโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ชมบริเวณกลางถนนสิงหนาทบำรุงตั้งแต่สี่แยกไฟแดงไปจนถึงหน้าเทศบาลเมือง ส่วนสองข้างถนนก็จะมีการตลาดย้อยยุค สาธิตศิลปวัฒนธรรม และจำหน่ายสินค้าไทใหญ่ ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า เครื่องประดับ พร้อมทั้งจองพาราเล็กประดับประดาสองข้างทางเป็นพุทธบูชาหน้าบ้านและร้านค้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมอย่างใกล้ชิด ส่วนที่บริเวณถนนสิงหนาทบำรุง มีการจัดกิจกรรมตลาดย้อนยุค แสดงวิถีของชาวแม่ฮ่องสอน ส่วนวันที่ 2 ต.ค.63 จะเป็นวันตักบาตรโทโวโรหณะจากวัดพระธาตุดอยกองมูลงบันไดนาคมาถึงด้านล่างอย่างสวยงาม

บ้านฝั่งแวนรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอบลำไยแห้งหวังกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างพอเพียง

ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน บ้านฝั่งแวน ม.11 ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา นายนภดล เข็มเพชร กำนัน ต.เชียงบาน ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอบลำไยบ้านฝั่งแวนขึ้นโดยมีสมาชิกเข้าร่วมทั้งหมด 75 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกลำไยภายในหมู่บ้านทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดพะเยาอีกด้วย

นายนพดล กล่าวว่า ในหมู่บ้านฝั่งแวนแห่งนี้ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกลำไยกันมาก ซึ่งลำไยที่ปลูกนั้นก็จะมีอยู่ด้วยกัน 2 พันธุ์คือ อีดอ และเบี้ยวเขียว แต่ลำไยพันธุ์อีดอนั้นมีรสชาติค่อนข้างดีจึงเป็นที่นิยมที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานสดกัน ส่วนพันธุ์เบี้ยวเขียวนั้น รสชาติจะเป็นลองลงมา ทั้งนี้จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของตลาดมากนักดังนั้นตนจึงคิดว่าหากขายสดไม่ได้ก็ต้องแปรรูปเป็นอีกแบบเพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้จึงได้ปรึกษากับกลุ่มชาวบ้านแล้วได้นำแนวคิดไปพูดคุยกับทางเกษตรจังหวัดพะเยา จนได้รับการสนับสนุนในการแปรรูปลำไยนี้ด้วยการใช้วิธีอบ ซึ่งทางเกษตรจังหวัดพะเยาได้สนับสนุนเครื่องอบลำไยมาทดลองในการแปรรูปลำไยในครั้งนี้ สำหรับเครื่องอบลำไยนี้ใช้หลักการทำงานอบด้วยไฟฟ้าและแก๊ส ทั้งยังมีการควบคุมอุณหภูมิด้วยเช่นกัน แต่ลำไยที่จะแห้งกรอบ หวาน นั้นขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของผลลำไยด้วย โดยหากที่ผลลำไยหนามากก็จะใช้เวลาถึง 10 ชม. แต่หากหนาไม่มาก จะอยู่แค่ 6 ชม.ของการอบในแต่ละครั้ง และหลังจากนั้นก็จะได้ลำไยอบแห้งที่แสนอร่อย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้อีกด้วย ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายนั้นในเวลาตนเองได้ให้อาจารย์จาก ม.ราชภัฏเชียงราย ทำการออกแบบซองบรรจุภัณฑ์รวมทั้งโลโก้ที่ชวนให้คนซื้ออยากซื้อไปรับประทานอีกด้วย

การเพิ่มมูลค่าทางเกษตรนั้น ชาวบ้านฝั่งแวน ม.11 ต.เชียงบานนี้ส่วนใหญ่จะช่วยกันทำเกือบทั้งหมู่บ้าน เพราะถือได้ว่าชาวบ้านให้ความสนใจกับการแปรรูปผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมในชนิดต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ด้วยการยึดมั่นชีวิตในวิถีแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ชาวบ้านที่นี่ต่างก็มีความเป็นอยู่ที่แสนเรียบง่ายและมีความสุขกันอยู่แล้ว และจะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนที่พบเห็นต่อไปในอนาคต นายนภดล กล่าวทิ้งท้าย

มิติใหม่การเมืองไทย”พรรคเสมอภาค”ดึงประชาชนทุกภาคส่วนร่วมตั้งและกำหนดนโยบายพรรค

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ พร้อมคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคเสมอภาค จัดเวที ” วิพากษ์นโยบายพรรคเสมอภาค” ร่วมกับภาคประชาชน โดยมีการนำเสนอนโยบายที่หลากหลายจากแต่ล่ะกลุ่มสาขาอาชีพ พร้อมร่วมทำworkshopค้นหาแนวนโยบายที่ดีที่สุดในด้าน สังคม เศรษฐกิจและการเมืองให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ซึ่งมีการสรุปนโยบายที่สำคัญ เช่น นโยบายการปฏิรูประบบการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนให้ทุกสาขาอาชีพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายในอัตราดอกเบี้ยต่ำซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นโยบายตั้งกระทรวงสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทย นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานและสวนไม้เศรษฐกิจ นโยบายการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นระบบ นโยบายเพื่อพัฒนาครอบครัว เด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มชาติพันธุ์ และLGBT นโยบายการศึกษาเพื่อการมีงานทำ นโยบายการจายอำนาจให้ท้องถิ่นและท้องที่อย่างเสมอภาคแท้จริง เพิ่มการประเมินและตรวจสอบจากภาคประชาชน นโยบายยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก นโยบายแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด นโยบายยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว นโยบายให้คนไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสและสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเสมอภาค นโยบายปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องกับสภาวการณ์ของโลก

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ว่าที่พรรคเสมอภาค ให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการจัดตั้งพรรคโดยเฉพาะการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของพรรค ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทย ที่จะทำให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง โดยหลังจากการประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรค เพื่อรับรองนโยบาย ข้อบังคับพรรค เลือกกรรมการบริหารพรรค และยื่นจดทะเบียนพรรคกับทาง กกต. จนได้รับการรับรองความเป็นพรรคเสมอภาคโดยสมบูรณ์แล้ว ทางทีมเสมอภาคจะเริ่มเดินสายลงพื้นที่ในทุกเขตพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรับสมัครสมาชิกพรรค พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนทั่วประเทศต่อไป.

เปิดพิพิธภัณฑ์”แม่ฮ่องสอนร่วมใจ”เล่าขานตำนานตำรวจเมืองสามหมอกแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวแห่งใหม่


พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภาค 5 เป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์”แม่ฮ่องสอนร่วมใจ” โดยมีนายเฉลิมพล มั่งคั่ง รอง.ผวจ.แม่ฮ่องสอน พล.ต.ต. ธีรพล อินทรลิบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ประชาชน เข้าร่วมพิธี เปิดพิพิธภัณฑ์”แม่ฮ่องสอนร่วมใจ” ที่บ้านพักผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลังเก่า ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

พิพิธภัณฑ์แม่ฮ่องสอนรวมใจ เป็นผลงานอันทรงคุณค่าบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตำรวจและวัฒนธรรมชาวแม่ฮ่องสอน สร้างไว้ให้จากใจของ พล.ต.ต. ธีรพล อินทรลิบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.63 นี้ โดยได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจใช้บ้านพักของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้สักทั้งหลังอาคารหลังนี้สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2442 มีอายุที่เก่าแก่กว่า 121 ปี ลักษณะเป็นบ้านเฮือนไตหรือบ้านไทใหญ่ มาปรับปรุงตกแต่งให้กลมกลืนกับสภาพเดิมให้มีความแข็งแรงคงทนถาวรทั้งใช้เงินส่วนตัว เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากพักพวกและเพื่อน ๆ จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุน จัดหาสิ่งของอันล้ำค่าจากสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งประวัติความเป็นมาของสถานีตำรวจ เช่น สถานีตำรวจภูธรเสาหิน ซึ่งเป็นสถานีตำรวจไกลปืนเที่ยงติดชายแดนไทย-เมียนมา อยู่ในพื้นที่ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2470 และที่นานไม่กว่านั้นคือ สถานีตำรวจภูธรท่าตาฝั่งหรือโรงพักท่าตาฝั่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2444 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวินชายแดนไทย-เมียนมา ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง เป็นต้น

ภายในพิพิธภัณฑ์ ได้อัญเชิญเรือยนต์พระที่นั่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประทับในคราว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรทัศนียภาพและวิถีชีวิตของราษฎรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนสองฝั่งลำน้ำปาย เมื่อปีพุทธศักราช 2545 จากสถานีตำรวจภูธรน้ำเพียงดิน มาบูรณะและประทับไว้ที่ศาลาเรือพระที่นั่ง ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเหรียญที่ระลึกสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตราแผ่นดิน รูปภาพโบราณและหนังสือพิมพ์เก่าแก่อายุกว่า 127 ปี เครื่องแบบข้าราชการตำรวจ ห้องขังในอดีต ตู้ไม้สักเก็บอาวุธปืนเก่าโบราณ และอาวุธปืนเก่า และยังได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของตำรวจ ชุมชนเมืองแม่ฮ่องสอน แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต มรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นในอดีตของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ประชาชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมทุกวันตั้งแต่เวลา 0900-1600 (ยกเว้นวันจันทร์ปิด) จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกและแนะนำประวัติความเป็นมาและสิ่งของภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

ผบช.ภ.5 ติวเข้มตำรวจในสังกัด25สภ.แนวชายแดนภาคเหนือสกัดต่างด้าวป้องกันนำเชื้อโควิด19แพร่ระบาดในไทย

ที่ห้องประชุมด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด 25 สภ.ตามแนวชายแดนพื้นที่ชายแดนภาคเหนือทั้งหมดเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์การลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของชาวต่างด้าว โดยมีทหารกองกำลังผาเมือง ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเพื่อกวดขันตามพื้นที่ชายแดนและเส้นทางที่เชื่อมโยงภายในประเทศ รวมถึงสถานที่ต้องสงสัย ที่อาจจะมีชาวต่างด้าวไปอาศัยอยู่ เนื่องจากสถานการณ์ ไวรัส โควิด -19 ที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศเมียนมาและมีการลักลอบเข้าเมืองมาตามชายแดนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกรงว่าจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19เข้ามาในประเทศไทยได้

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่าทางรัฐบาลและสำนังกานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ประสานเครือข่ายในการป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยเฉพาะภาคเหนือที่มีช่องทางธรรมชาติที่สามารถใช้หลบหนีเข้าเมืองได้หลายช่องทาง และในปัจจุบันรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายในการป้องกันการลักลอบเข้ามาในพื้นที่ของเราโดยผู้จะเข้ามาต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือกันทุกฝ่ายเพราะได้มีเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้มาระดมกำลังกันเพื่อหามาตรการป้องกันความเสี่ยงร่วมกัน

โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.63 พบว่ามีผู้หลบหนีเข้าเมือง ในพื้นที่ 8 จังหวัดสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 คือเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน พะเยา แพร่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน รวมทั้งหมด 988 คน โดยพบว่าช่วงที่มีการจับกุมชาวต่างด้าวได้มากที่สุดคือในเดือน ส.ค. สามารถจับกุมได้ถึง 204 คน สำหรับ จ.เชียงราย พบว่าจับกุมได้จำนวน 527 คน โดยในส่วนของกองกำลังผาเมืองพบว่าระหว่างวันที่ 23 มี.ค.-31 ส.ค.63 จับกุมคนลักลอบเข้าเมืองได้จำนวน 153 ราย เป็นชาวเมียนมา 85 ราย ไทย 54 ราย ลาว 12 ราย และจีน 2 ราย โดย จ.เชียงราย มีนโยบายให้มีการดำเนินคดีและผลักดันกลับประเทศเดิมทันที

โดยสถานการณ์ในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับ จ.เชียงราย พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 4 ราย มีรายงานว่าเป็นทหารที่เดินทางมาจากรรัฐยะไข่ และได้รักษาตัวอยู่ที่เมืองตองจี เมืองเอกของรัฐฉาน 1 ราย และชาวสวนยางพารารักษาตัวที่เมืองเชียงตุง ในส่วนของตะเข็บชายแดนที่ติดประเทศไทยยังไม่พบการติดเชื้อขณะ ที่ตลอดแนวชายแดนยังคงปิดการเข้า – ออก เหลือบางจุดเพื่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเท่านั้น

ปลายฝนต้นหนาวเที่ยวชมความสวยงามของนาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียงอ.แม่แจ่มจ.เชียงใหม่

 

 

ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ จังหวัเชียงใหม่ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้มาสัมผัสอากาศหนาวที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์แล้ว นักท่องเที่ยวยังนิยมเดินทางไปยัง บ้านป่าบงเปียง ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่เป็นไฮไลท์ของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงนี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจะได้สัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ และวิวป่าเขาพร้อมนาขั้นบันได ที่ถือว่าเป็นพื้่นที่ที่มีนาขั้นบันไดสวยที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอหรือชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอีกด้วย

การท่องเที่ยวที่บ้านป่าบงเปียง เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่จะปลูกนาข้าวขั้นบันได และพื้นที่โดยรอบก็จะมีการปลูกไร่ข้าวโพดสลับกันความสวยงามของพื้นที่ที่เป็นหุบเขาทอดยาวลงไปทำให้เกิดความสวยงามของทิวทัศน์ นาขั้นบันไดที่ลดหลั่นลงไปตามแนวของเนินดอย และเป็นผืนกว้างที่สุดทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักถ่ายภาพจะเดินทางมาเก็บภาพความสวยงามของทุกช่วงวันที่จะทำให้เกิดความสวยงามแตกต่างกันของแสงในแต่ละช่วงเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงประอาทิตย์ตกดิน นอกจากความสวยงามของวิวนาขั้นบันไดแล้วนักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านโดยพักโฮมสเตย์ได้อีกด้วย

 

แสงธรรมส่องทางให้กับผู้สูงวัยชลอความแก่

เทศบาลตำบลชมภู อ.สารถี จ.เชียงใหม่ ได้เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุ จัดโครงการพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุตำบลชมภู ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในกิจกรรม “พัฒนาสุขภาพจิต หัวใจสดใส ร่างกายแข็งแรง” ขึ้น ณ ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลชมภู โดยมีประชาชน ผู้สูงอายุเข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมะจากพระนักเทศน์ พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้สูงอายุได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง โดยใช้หลักธรรมเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทั้งยังเป็นการสร้างแบบอย่างผู้สูงอายุที่มีคุณค่าต่อสังคมและชุมชนด้วย

โอกาสนี้ ดร.ธวัช ชัยแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลชมภู เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฯ ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุว่า ผู้สูงอายุนั้นถือว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่งเป็นผู้ที่วางรากฐานสร้างคุณงามความดีสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองท้องถิ่นบ้านเกิเเมืองนอนมาอย่างต่อเนื่อง คุณค่าของผู้สุงอายุสูงวัยนั้นเรียกว่าสูงวัยอย่างมีคุณค่าทางสังคม โครงการดังกล่าวชัดเจนเทศบาลตำบลชมภูได้มุ่งเน้นส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจให่เกิดแก่กลุ่มผู้สูงวัย การนำพระธรรมจากการเทศนาธรรมจากพระสงฆ์นั้นจะเป็นแสงแห่งธรรมส่องทางให้เกิดกับผู้ที่สูงวัย เราต้องยอมรับว่าทุกๆคนจะต้องดำเนินชีวิตมาถึงจุดๆนี้เช่นเดียวกัยหมด กิจกรรมตามโครงการจะทำให้สูงวัยทุกคนได้รับสิ่งดีๆทั้งร่างกายและจิตใจกับอย่างทั่วหน้า ยืนยันว่าโครงการแบบนี้จะเกิดขึ้นทุกๆปีและมีความต่อเนื่องเพื่อผู้สูงอายุ ดร.ธวัช กล่าวในที่สุด