ดาราหนุ่มใหญ่ใจบุญ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เลี้ยงช้างที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด19

29 กรกฎาคม 2553 นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ดารานักแสดงชื่อดัง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากสมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ บ้านห้วยผักกูด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำอาหาร มีทั้งแตงโม กล้วย อ้อย จำนวนหลายสิบตัน ไปเลี้ยงช้าง จำนวนกว่า 70 เชือก ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ปางช้างบางแห่งต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อมีการปิดประเทศเพื่อป้องกันโรคโควิด 19 ระบาด ปางช้าง หลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่จึงปิดตัวลง ทำให้ช้างและควาญช้างส่วนใหญ่เป็นของชาวบ้านที่มาร่วมงานในปางช้างต้องพาช้างกลับบ้านปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีรายได้ประกอบกับในแต่ละวันช้างกินอาหารเป็นจำนวนมาก คนเลี้ยงช้างต้องชื้ออาหารวันละหลายร้อยบาท ทำให้เกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างมากทั้งคนและช้าง

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดเผยว่า สำหรับโครงการนี้เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน ช้าง และสัตว์อื่นๆ หลังจากที่ปางช้างแต่ละแห่ง ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต้องปิดกิจการนานหลายเดือน โดยไม่มีรายได้ ไม่มีเงินเยียวยาจากที่ไหนเลยเข้ามาช่วย ส่งผลให้ช้างตกงาน และซูบผอมลง ซึ่งตนตั้งใจจะไปเยียวยาให้กับทุกจังหวัดที่มีสวนสัตว์และปางช้าง พร้อมด้วย สุนัข แมว ที่ขาดแคลนอาหารช่วงโควิด-19 ทั้งนี้ตนมองว่าช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย จึงอยากให้ควาญช้างทุกท่าน ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้ดี ดูแลเขาให้ดี ยังไงหากมีปัญหาอะไรก็สามารถประสานไปทางตนได้ ยินดีที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ดาราหนุ่มใหญ่ใจบุญกล่าวในที่สุด

“โกโก้ ” ทางเลือกด้านการปลูกพืชแก่ราษฏรในการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน

ที่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ บ้านวาทู ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน นายจีรศักดิ์ ทิพยวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ได้จัดกิจกรรมโครงการการประชาคมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ป่าไม้ บ้านวาทู พร้อมแจกจ่ายกล้าไม้ จำนวน 800 ต้น ประกอบไปด้วย ต้นกาแฟ 400 ต้น ต้นโกโก้ 100 ต้น ต้นลูกเนียง 100 ต้น ต้นมะขาม 50 ต้น ต้นอโวกาโด 50 ต้น และ สัตว์เลี้ยง ลูกหมู 6 ตัว ไก่ 50 ตัว

พร้อมกันนี้ นายจีรศักดิ์ ทิพยวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ได้แนะนำราษฏรถึงแนวทางการส่งเสริมการปลูกโกโก้เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านการปลูกพืชแก่ราษฏรในการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน และ ชาวบ้าน ตลอดจนคณะครูนักเรียนได้ร่วมกันปลูกต้นกาแฟและต้นโกโก้ และ สร้างฝายชะลอนำ ณ ลำห้วยแม่สอง เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฏรให้ยั่งยืนต่อไป

“ผักขึ้นฉ่าย”ราคาแพงกิโลกรัมละ 200 บาท พุ่งแรงแซงราคาเนื้อหมูไปแล้ว

 

วันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจยังตลาดเมืองใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผักผลไม้แห่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ โดยพบว่าราคาผักและผลไม้ได้มีการปรับขึ้นลงตามกลไกตลาด แต่ที่น่าตกใจที่สุด คือราคาของผักขึ้นฉ่าย ที่ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ทั้งนี้พบว่าจากการสำรวจมีเพียงแม่ค้าบางรายเท่านั้นที่นำผักดังกล่าวมาวางจำหน่าย เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของท้องตลาด

จากการสอบถามนางวราภรณ์ เมืองลือ อายุ 63 ปี แม่ค้าผักในตลาด ได้เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยและภาคเหนือ อากาศร้อนต่อเนื่องติดต่อกัน จนส่งผลทำให้การปลูกผักผักขึ้นฉ่ายเหี่ยวเฉาไม่โต และมีออกสู่ตลาดน้อยลง ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของท้องตลาด ทำให้ราคาผักขึ้นฉ่ายปรับพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จากช่วงที่ผักราคาปกติกิโลกรัมละ 40 บาท ราคาขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160 – 200 บาท ทั้งนี้พบว่ามีเพียงกลุ่มของภัตตาคารร้านอาหารเท่านั้นที่มาซื้อผักดังกล่าว เพื่อนำไปประกอบอาหารขายให้กับลูกค้า ในส่วนของประชาชนที่ซื้อไปบริโภคต่างบ่นกันว่าทำไมราคาแพงมาก และขายลดน้อยลงในตลาดส่วนของประชาชนและชาวบ้านทั่วไป

ขณะที่ทางด้าน นายหนึ่งณรงค์ เตชะพานิช อายุ 32 ปี ผู้ประกอบการร้านอาหารได้เปิดเผยว่า จากการที่ราคาผักขึ้นฉ่าย ได้มีการปรับราคาพุ่งสูงกว่าเดิม 3 เท่าตัว ก็ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้ผักขึ้นฉ่ายจำนวนมากในการปรุงอาหารจำหน่าย จึงทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งร้านของตนก็ได้มีการปรับเปลี่ยน บางเมนูก็มีการใช้ต้นหอม ผักชี มาทดแทนในการปรุงอาหารทำให้ต้นทุนลดลง เพื่อให้ทางร้านสามารถจำหน่ายอาหารในราคาปกติ เป็นการช่วยเหลือประชาชนในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

ในส่วนของลาดนัดทั่วไปที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารับผักมาจากตลาดเมืองใหม่ มาขายต่อแผงผักในตลาดนั้น ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วงนี้ผักขึ้นฉ่ายแพงมาก เมื่อซื้อมาแพงการขายก็ต้องลดปริมาณลงโดยใส่ต้นหอมลงไปในมัดเยอะหน่อยแล้วขยับราคาจากมัดละ 5 บาท เป็นมัดละ 10 บาท ยอดขายตกขายได้น้อยลงเพราะชาวบ้านที่ซื้อไปกินก็บ่นบางรายหยิบแล้วไม่ซื้อเอาวางไว้ที่เดิม แม่ค้าตลาดนัดกล่าวในที่สุด

สำหรับขึ้นฉ่าย เป็นผักและสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม นิยมใช้ในการปรุงอาหารที่ต้องการดับกลิ่นคาว หรือเพิ่มความหอมของน้ำซุป หรือ นำไปผัดเพื่อดับคาวปลาลักษณะเป็นพืชล้มลุกมีอายุ 1–2 ปี สูง 40–60 เซนติเมตร ใบประกอบแบบ ขนนกออก ตรงข้าม สีใบเป็น สีเหลืองอมเขียว ใบย่อยเป็นรูปลิ่มหยัก ขอบใบหยัก ก้านใบยาวแผ่ออกเป็นกาบ ดอกช่อสีขาว เป็นช่อดอกแบบซี่ร่มผลมีขนาดเล็กมากเป็นสีน้ำตาล ประโยชน์ มีโพแทสเซียมสูง ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับปัสสาวะ รักษาโรคปวดข้อ เช่น รูมาติกและโรคเกาต์ มีโซเดียมอินทรีย์ที่สามารถช่วยปรับความเป็นกรดและด่างในเลือดให้สมดุล น้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายมีสรรพคุณเป็นยากล่อมประสาท ทำให้รู้สึกสบาย และนอนหลับได้ดี

ลำไยปีนี้เกษตรกรผู้ปลูกเหนื่อย ราคาตกต่ำพ่อค้าแม่ค้าก็ขายไม่ออก วอนรัฐบาลช่วยด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามราคาลำไยในฤดูกาลปี 63 พบว่า ราคาลำไยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ราคาตกมากกว่าปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกโอดครวญเก็บขายยังไม่คุ้มทุน พ่อค่านายหน้าหายจ้อยไม่มาติดต่อซื้อยกสวนเหมือนทุกปี ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็ลำบากซื้อมาแล้วขายไม่ออก ลำไยในปีนี้ออกมาเยอะ ส่งผลให้ราคาต่ำและเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่มีกำลังที่จะซื้อ

นางวิไล นิกรพันธุ์ อายุ 64 ปี แม่ค้าลำไยในตลาดวโรรส เปิดเผยว่า ตนขายลำไยที่ตลาดแห่งนี้มาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งปีที่ผ่านมา ราคาลำไยยังสูง ขายกิโลละ 60 – 70 บาท แต่ปีนี้เมื่อเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้คนไม่มีกำลังซื้อ และต้องยอมรับว่าลำไยปีนี้ออกมากกว่าทุกปี ทำให้ราคาตกลง และที่เห็นจำหน่ายกันในราคามัดปุกละ 20 บาท เพราะเกษตรกรจำใจต้องนำมาขายเอง หากส่งโรงงานอบจะเหลือแค่ 17 บาท เกษตรกรก็ไม่คุ้มทุน ซึ่งปีนี้ของตนยังคงขายได้เพียงแค่กิโลละ 35 บาท เรียกว่าครึ่งหนึ่งของปีที่ผ่านมาด้วย และไม่กล้าซื้อมาจำหน่ายมาก เพราะการที่คนมีกำลังซื้อน้อย แล้วราคาลำไยตก มีวางขายกันหลายแห่ง ทำให้บางวันลำไยที่ซื้อมาจำหน่ายก็ไม่หมด ปีนี้จึงลดจำนวนการซื้อมาจำหน่าย เพียงแต่คัดเลือกขนาดลูกที่สวยเอามาจำหน่ายเพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น

นายสมบัติ ดวงฤทธิ์ เกษตรกรที่ปลูกลำไย เปิดเผยว่า ราคาลำไยในแปลงใหญ่ ยังมีผลผลิตที่เยอะสามารถป้อนเข้าโรงอบลำไยได้เยอะ แต่หากเป็นแปลงเล็กจะลำบากและไม่ค่อยคุ้มกับต้นทุน ซึ่งราคารับซื้อลำไยแบบรูดร่วง ราคาเพียงแค่ 17 บาท เกรด AA และเกรด A ราคา 9 บาท เกรด B ราคา 4 บาท และเกรด C ราคา 1 บาท จึงอยากให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยา และดูแลเกษตรกรด้วย โดยเฉพาะเกษตรกรแปลงเล็ก อย่างน้อยก็อยากให้ราคาเกรด AA ขายได้ 20 – 22 บาท เกษตรกรถึงจะอยู่ได้และคุ้มทุนกับการปลูก ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อย ก็ต้องเอาตัวรอด ด้วยการหาตลาดขายกันเอง มีพ่อค้าที่จะมารับซื้อถึงสวนแค่ไม่กี่คน และข่าวลือที่ว่าจะมีพ่อค้าจากประเทศจีนมารับซื้อในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก็ยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น

เพราะสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้การเดินทางและการส่งออกลำบาก ขณะนี้ที่ชาวสวนลำไยรายย่อยทำได้คือ วางจำหน่ายตามหน้าสวนหรือริมถนนในราคาถูก มัดปุกละ 20 บาท และปีนี้อากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง ทำให้ผลผลิตลำไยออกมาไม่ค่อยสวย ประกอบกับบางวันหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้ว และยังขายไม่หมดก็มีฝนตกลงมาก็เกรงว่าลำไยจะเสียจึงได้ขายมัดปุกละ 10 บาทก็มี จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบทั้งเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัดและเรียกร้องผ่านไปยังรัฐบาลให้เร่งมาตรการให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะหากช้ากว่านี้สถานการณ์ราคาลำไยคงเลวร้างลงไปอีกแน่นอน เพราะประมาณ 2 อาทิตย์หลังจากนี้ คาดการณ์ว่า ลำไยทุกสวนจะออกมามากขึ้น เกรงว่าราคาจะตกลงกว่านี้อีก

ชาวบ้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เดือดร้อนวอนรัฐบาลกันพื้นที่ 49 ชุมชน ออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ

ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสภาผู้แทนราษฏร นำโดย นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะ , นายปัญญา จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน และ นายจักรพงศ์ ชื่นดวง ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประเด็นปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นปัญหาทับซ้อนในที่ดินทำกินของราษฏรที่เคยอยู่มาก่อน เพื่อนำเสนอหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับราษฏรในพื้นที่ โดยมีนายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนราชการ และตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา

จากภาพถ่ายดาวเที่ยมจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7 ล้านไร่ พื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ 6 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 86.5 ของพื้นที่จังหวัด และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสภาพป่ากว่า 1 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13.5 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ซึ่งพื้นที่ที่ไม่มีสภาพป่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีอยู่กว่า 1 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีเอกสารสิทธิ 105,319 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.25,000 ไร่ และพื้นที่ขอใช้ประโยชน์ 45,000 ไร่ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ราษฏรถือครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 853,929.5 ไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมายโครงการ คทช.ในป่าสงวนแห่งชาติของจังหวัดแม่ฮ่องสอน 9 ป่า รวมเนื้อที่ 75,669 ไร่ มีประชาชนจากทุกอำเภอได้มาเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องการจัดที่ดินทางกิน ( คทช.) การประกาศเขตอุทยาน ฯ ซึ่งทับซ้อนที่ทำกินที่อยู่อาศัยของราษฏร ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำกินมากว่า 100 ปี

นายกอดี วนาจรุง ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ( สกน.) ได้ชี้แจงให้คณะกรรมาธิการนำข้อเรียกร้องของประชาชนชาวแม่ฮ่องสอน ไปแก้ไขปัญหา โดยระบุว่าจากการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้กับราษฏรในปัจจุบัน ที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหา กับหน่วยงานมาโดยตลอด ได้มีการเจรจากับรัฐบาลและหน่วยงานทีเกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ แต่ปรากฏว่าการแก้ไขปัญหายังมีความล่าช้า ไม่มีความคืบหน้าอีกทั้งชาวบ้านยังประสบปัญหาความเดือดร้อน นอกจากนี้ในระหว่างการแก้ไขปัญหานั้นบ้านชาวบ้านต้องเผชิญกับแนวทางนโยบายของภาครัฐซึ่งสร้างผลกระทบและเดือดร้อน ได้แก่ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา ( ซึ่งเป็นอุทยานเตรียมการ) อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ตัวแทนชาวบ้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนและสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือมีข้อเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการ ฯ นำเสนอรัฐบาล คือ กรณีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา ( เตรียมการ) ที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือจากภาครัฐโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติแม่เงามีแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันมา โดยจะดำเนินการกันพื้นที่ของชุมชนออกจากแผนที่การเตรียมประกาศอุทยาน ฯ และได้จัดทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว พร้อมทั้งเคยมีการตกลงจัดให้มีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่ร่วมกันในการบริหารจัดการระหว่างอุทยานและชุมชน แต่ปราฏว่าในปี 2562 ได้มีการออกกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่( พ.รบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 )จึงทำให้เกิดเงื่อนไขและข้อจำกัดในการดูแลจัดการพื้นที่ของชุมชน จึงขอให้กันพื้นที่ของชุมชนทั้งหมด 49 ชุมชนออกจากพื้นที่เตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ โดยให้ยึดแนวเขตที่อุทยานและชาวบ้านเคยทำข้อตกงร่วมกันไว้ ให้มีการจัดเวทีสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฏหมายอุทยานฯฉบับใหม่ ให้กับชุมชนด้วย

คัดเลือกทหาร อ.เชียงคำ จ.พะเยา วางมาตรการป้องกันโการแพร่เชื้อโควิด19 เข้ม

 

ที่อาคารแหล่งสโมสร ร.17 พัน 4 ค่ายขุนจอมธรรม อ.เชียงคำ จ.พะเยา ได้มีการจัดคัดเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการ 2563 ซึ่งปีนี้ยกขบวนคัดเลือกทหารมาไว้ที่ค่ายทหารตามนโยบายของกองทัพบก ที่ป้องกันในเรื่องของปัญหาโรคโควิด-19 ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้มีชายไทยอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์เข้าร่วมการคัดเลือกในวันนี้ 318 คน และก็ได้มีสาวประเภทสอง เดินทางมาร่วมการยืนคัดเลือกเช่นกัน สำหรับวันนี้นั้นเป็นคิวของตำบลหย่วน, เวียง, เชียงบาน,ฝายกวางและแม่ลาว โดยบรรยากาศช่วงเช้าเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย

พ.ต.จีรศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง นายทหารฝ่ายยุทธการ ค่ายขุนจอมธรรม ผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ในการคัดเลือกทหารกล่าวว่า สำหรับวันนี้ถือว่าทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเข้มงวด เพราะจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของเชื้อโควิดแพร่กระจายในพื้นที่คัดเลือกได้ ซึ่งในแต่ละจุดตนเองได้ให้เจ้าหน้าที่ทหารวางเครื่องป้องกันต่าง ๆ ที่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะเป็น จุดล้างมือ จุดวัดไข้ แผงพลาสติกกั้นเวลาพูดคุย และที่สำคัญการจัดจุดที่มีระยะห่างที่เหมาะสม ทางด้านญาติที่มาด้วยนั้นตนเองก็ได้ให้การจัดวางเต้นเพื่อพักคอย โดยจะมีน้อง ๆ ทหารในค่ายขออำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการคัดเลือกทหารวันแรกนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน

รวดเร็วปลอดภัยทีม”สกายด๊อกเตอร์”ช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินจากแม่ฮ่องสอนนำส่งรักษา รพ.นครพงค์ จ.เชียงใหม่

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 กองกำลังนเรศวร (ฉก.ร.17 กกล.นเรศวร) ได้มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการบินกองทัพบกหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 (ชปบ.ทบ.ฉก.ร.17) จัด เฮลิคอปเตอร์ แบบใช้งานทั่วไป รุ่นเบลล์ 212 (ฮ.ท.212) จำนวน 1 ลำ ร่วมกับ ทีมแพทย์ฉุกเฉิน รพ.ศรีสังวาลย์ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน (ทีมสกายด๊อกเตอร์) เพื่อทำการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินของ รพ.สบเมย อ.สบเมย จำนวน 1 คน คือ นายโดโพ พาลี อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.10 ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีอาการเจ็บใต้ลิ้นปี่ ร้าวขึ้นหน้าอก

โดยทีมแพทย์ฉุกเฉิน รพ.สบเมย ร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 (ฉก.ทพ.36) ได้ทำการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นอากาศยาน ยกตัวจาก สนาม ฮ. ฉก.ร.17 ไปรับผู้ป่วยที่ สนาม ฮ.ชั่วคราว รร.สบเมยวิทยา ต.แม่สวด อ.สบเมยฯ และยกตัวไปยัง สนาม ฮ.ชั่วคราว กองพันพัฒนาที่ 3 (พัน.พัฒนา 3) เพื่อส่งต่อเข้ารับการรักษา ที่ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ สามารถส่งผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ตามนโยบายกองทัพบก

เกณฑ์ทหาร “เมืองสามหมอก” คึกคักผู้สมัครอยากรับใช้ชาติเป็นทหารเกินครึ่งของจำนวนที่ต้องการ

ที่อาคารหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน พันเอก อนุชาติ กลิ่นฤทธิ์ สัสดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ พันโท สมนึก ธูปเทียน ประธานกรรมการการตรวจเลือก จากมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เข้าดำเนินการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการของกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน โดจัดระบบขั้นตอนมาตรการรักษาระยะห่างเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาด โควิด 19 อย่างเคร่งครัดในการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี 63 นี้ มีชายไทยที่มีอายุ 21-29 ปี เข้ามาแสดงตนในการตรวจเลือกทั้งจังหวัด จำนวน 2,223 คน ซึ่งกองทัพต้องการทหารในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพียง 489 คน มีผู้ขอผ่อนผันทั้งสิ้น 736 คน โดยทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1 ที่จะต้องเข้ากองประจำการในวันที่ 1 ก.ย.63 จำนวน 246 คน ส่วนผลัดที่ 2 เข้ากองประจำการในวันที่ 1พ.ย.63 จำนวน 243 คนโดยทหารใหม่ปี 63 ที่เข้าตรวจเลือกในพื้นที่ อ.เมือง , อ.ขุนยวม , อ.ปางมะผ้า และ อ.ปาย จะเข้าประจำการที่ กองพันทหารราบที่ 5 กรมทหารราบที่ 7 ค่ายโสณบัณฑิตย์ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ส่วนผู้ที่เข้าตรวจเลือกในพื้นที่ .แม่ลาน้อย , อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย เข้ากองประจำการ ณ มณฑลทหารบกที่ 33 จ.เชียงใหม่

โดยในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มีผู้มาแสดงตนเข้ารับการตรวจเลือก จำนวน 471 คน ขอผ่อนผัน จำนวน 124 คน มีความต้องการทหาร จำนวน 94 คน มีชายไทยยื่นความจำนงค์ของสมัครเป็นทหาร จำนวน 63 คน เหลือที่จะต้องจับใบดำใบแดงเข้ามาเป็นทหาร จำนวน 31 คน จากผู้ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 186 คน ในช่วงจับใบดำใบแดงก็ได้สร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนญาติพี่น้องกันอย่างครึกครื้นโดยเฉพาะผู้ที่จับได้ใบแดงได้รับเสียงเฮ เสียงตบมือแสดงความดีใจกันอย่างสนุกสนาน

พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีทั้งหมด 7 อำเภอ เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการหรือทหารเกณฑ์ ไปแล้ว 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า ยังเหลืออีก 4 อำเภอได้แก่ อ.ขุนยวม อ.แม่ลาน้อย อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย อยู่ระหว่างเข้าไปทำการตรวจเลือก สำหรับ อ.ปาย มีจำนวนเข้ารับการตรวจเลือก 238 คน ขอผ่อนผันไป 87 คน ต้องการทหาร จำนวน 50 คน มีผู้สมัครขอเข้าเป็นทหาร 19 คน ส่วนอำเภอปางมะผ้า มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจเลือก 154 คน ขอผ่อนผัน 28 คน ต้องการทหาร 40 คน มีผู้สมัครขอเข้าเป็นทหาร 15 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านแห่ยื่นหนังสือร้องทุกข์ให้ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา

ที่ห้องประชุมอำเภอแม่สะเรียง นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี(ปฏิบัติงานกระทรวงวัฒนธรรม) ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ และประธานคณะทำงานภาคเหนือ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินสภาผู้แทนราษฎร และคณะ พร้อมด้วยผู้แทนกรมที่ดิน ผู้แทนงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมป่าไม้ เดินทางลงพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อรับข้อมูลปัญหาการโต้แย้งสิทธิที่ดินที่ทำกินระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นายสังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอแม่สะเรียง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนราษฏร ผู้นำชุมชน เข้าร่วมชี้แจ้งเสนอปัญหาอุปสรรคต่างๆ เกี่ยวกับการถือครองที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครอง

ทั้งนี้ประเด็นหลักๆ ของราษฏรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ดินที่ทำกินที่อยู่อาศัยที่ส่วนใหญ่อยู่ในแนวเขตป่าสงวน แนวเขตป่าไม้ถาวร แนวเขตปฏิรูปที่ดิน แนวเขตอุทยานฯ และ แนวเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฯ และบางพื้นที่ทับซ้อนทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งราษฏรต้องการให้มีการพิจารณาการออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ทำกิน ที่อยู่ที่อาศัย ทั้งนี้ ทางคณะฯ ได้ทำการชี้แจ้งลำดับขั้นตอนการทำงานของภาครัฐเพื่อให้รับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกินของราษฏร

ตัวแทนราษฏรได้ยื่นหนังสือผ่าน นายสมเกียรติ ประกอบไปด้วย นายตุ๊ดตู่ มาลาศรีสมร ในฐานะประธานเครือข่ายฟื้นฟูวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ลุ่มน้ำยวม-สาละวิน ได้ยื่นหนังสือ ขอให้พิจารณาออกเอกสารสิทธิ์ของที่อยู่ที่อาศัยที่ทำกินของพื้นที่บ้านแม่หาร บ้านป่าหมาก ต.บ้านกาศ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ การขอจัดทำอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในหน้าแล้งในพื้นที่บ้านแม่หาร ซึ่ง จะมีหมู่บ้านใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วม จำนวน 6 หมู่บ้าน นายชัชฤทธิ์ พิมพ์ศิริพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านทุ่งแล้ง ขอความอนุเคราะห์การพิจารณาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่สามารถออกโฉดที่ดินได้ ในพื้นที่บ้านทุ่งแล้ง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ พระเสนอ รักษาการวัดป่าหมาก อ.แม่ลาน้อย ขอให้ติดตามเรื่องการขอใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าเพื่อก่อสร้างวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย และ นายมานพ เพียรชอบไพร ประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากป่าลุ่มน้ำชั้นหนึ่งและชั้นสองโดยการสร้างงานสร้างรายได้ของราษฏรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ป่าบ้านแม่เหาะที่ไม่สามารถออกโฉนดได้ โดยคณะฯจะได้รวบรวมปัญหาอุปสรรคข้อเรียกร้องต่างๆ รวมถึงการติดตามความคืบหน้าต่างๆ ของปัญหาในพื้นที่ของราษฏรเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นการลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐที่เป็นปัญหามานาน

ฮือฮาร้านกาแฟ น้องวิน พิการหูหนวกสู้ชีวิตสั่งกาแฟและขนมในร้านต้องใช้ภาษามือเท่านั้น แปลกใหม่ลูกค้าแห่อุดหนุนแน่นร้าน

เป็นที่ฮือฮาสำหรับนักท่องเที่ยวและคอกาแฟเป็นอย่างมาก ที่ร้าน Baked by win ตั้งอยู่ภายในโครงการ หมู่บ้านริมน้ำ ถนนสายเชียงใหม่ – แม่โจ้ ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ร้านแห่งนี้ พนักงานภายในร้าน และเจ้าของร้านเป็นคนพิการ เมื่อต้องการสั่งเครื่องดื่มจึงต้องใช้ภาษามือสั่งเท่านั้น และตั้งแต่หน้าร้าน รวมถึงป้ายเมนู ก็จะมีรูปแบบของภาษามือให้กับนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ด้วยว่าจะสั่งกาแฟชนิดไหนควรทำภาษามืออย่างไร

นายวิน กระแสเวส อายุ 21 เจ้าของเปิดเผยข้อมูล โดยมีนางศิรินันทา กระแสเวส อายุ 57 ปี แม่ของน้องวิน เป็นล่ามแปลภาษามือให้ โดยน้องวิน เล่าว่า ตนเองพิการทางการได้ยิน หรือเป็นโรคหูหนวกมาตั้งแต่กำเนิด ต่อมาทางครอบครัวก็ได้พยายามที่จะสื่อสาร ก็ได้เรียนรู้ภาษามือเป็นเวลากว่า 2 ปี จนสื่อสารกันได้ และด้วยความคิดที่อยากมีร้านกาแฟ และเบเกอรี่เป็นของตนเอง ก็ได้ไปเรียน ซึ่งช่วงแรกนั้นแม่จะไปเรียนด้วย เพราะต้องเป็นล่ามในการแปลภาษาระหว่างครูกับน้องวิน แต่ด้วยอาการของโรคปวดหลัง พักหลังแม่จึงไม่ได้ไปเรียนด้วย น้องวินจึงได้เดินทางไปเรียนด้วยตนเอง ซึ่งน้องวินพอจะอ่านปากของอาจารย์ที่สอน และจดจำวิธีการสอนได้ จากนั้นก็เริ่มกลับมาทดลองเองจนสามารถเปิดร้านนี้ได้

ในช่วงแรกนั้นวางแผนว่าจะขายให้กับเพื่อนของแม่ และคนรู้จัก ก่อนจะวางแผนที่จะเปิดร้านอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ร้านต้องเลื่อนทำการเปิด หลังจากที่ทางรัฐบาลเริ่มผ่อนปรน ทางร้านก็ทดลองเปิด และสิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายคือการติดต่อสื่อสาร และการมีพนักงาน ก็ได้นำเอาเพื่อนที่เป็นคนพิการ มาเป็นพนักงานที่ร้านด้วย เพราะจะได้เข้าใจในการสื่อสารได้ สำหรับลูกค้า ก็ได้ใช้วิธีการทำเมนูพิเศษ เป็นป้ายภาษามือ พร้อมข้อความว่า หากลูกค้าจะสั่งกาแฟอะไร จะต้องทำภาษามืออย่างไร เมื่อพนักงานรับออร์เดอร์และทวนภาษาให้กับลูกค้าแล้ว ก็จะบันทึกออเดอร์ลงในกระดาษให้กับลูกค้าดูอีกรอบ และบางครั้งแม่ก็จะช่วยเป็นล่ามแปล และช่วยสอนภาษามือให้กับลูกค้าด้วย ในช่วงแรกก็มีลูกค้าหลายคนกังวลและลังเล แต่ก็เหมือนกับของแปลกที่ลูกค้าต้องการอยากลองเรียนรู้ ก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น และมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง

ร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่ใช้ภาษามือในการสื่อสารนี้ ในเชียงใหม่น่ามีที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งน้องวิน นอกจากจะทำกาแฟเองแล้ว ยังทำเค้ก และเบเกอรี่เองทั้งหมด ไม่ได้มีการสั่งซื้อจากที่อื่นมาขาย แต่เป็นฝีมือของน้องวิน ที่ตั้งใจทำทุกวัน นอกจากนี้ภาพวาดที่อยู่บนกำแพงภายในร้าน เป็นภาพดอกไม้ ผีเสื้อ ก็เป็นเพื่อนที่เป็นผู้พิการและทำงานในร้าน ใช้เวลากว่า 3 เดือนในการวาดขึ้นมา เพื่อตกแต่งภายในร้านให้สวยงาม และสิ่งสำคัญที่ต้องการเปิดร้านของตนเอง เพราะอยากให้ทุกคนเห็นว่า คนพิการก็สามารถที่จะทำงานในสิ่งที่ตนเองชอบได้และต้องต่อสู้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้พิการที่ในอนาคตอาจจะเปิดร้านเหมือนกับของตน น้องวิน กล่าวให้กำลังใจคนพิการและไม่พิการในการต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน