ชมรมผู้ค้ารถเชียงคำ ปันน้ำใจน้องๆ มอบทุนการศึกษาเด็กนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน

11 ก.ค.63 ที่บริเวณ หจก.แอ๊ดเจริญยนต์ อ.เชียงคำ จ.พะเยา โดยการนำของ พ.ต.ต.วีรศักดิ์ ชาวริม อดีตประธานชมรมผู้ค้ารถเชียงคำ นายสมพร สนชาวไพร ประธานชมรมฯพร้อมสมาชิกชมรมกว่า 20 คนได้จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาจำนวน 38 ทุน ทุนละ1,000 บาทให้กับเด็กนักเรียนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในพื้นที่ของ อ.เชียงคำและ อ.ภูซาง จ.พะเยา

พ.ต.ต.วีรศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมในการแจกทุนการศึกษาในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก นายธนิต ธนเกียรติสกุล ประธานคนแรกผู้ก่อตั้งชมรมผู้ค้ารถเชียงคำ ได้หารือในที่ประชุมกับสมาชิกทุกคนในเรื่องของอยากให้มีกิจกรรมแจกทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ นักเรียนที่ยากจนในพื้นที่ของ อ.เชียงคำและอ.ภูซาง ตนเองจึงได้เสนอไปว่าหลาย ๆ คนได้กำไรจากการขายรถยนต์มือสองกันมามากและส่วนใหญ่ไม่ได้นำเงินเหล่าที่ได้จากการทำไปอย่างอื่น ตนเองจึงได้เสนอในที่ประชุมว่าควรนำเงินเหล่านั้นบางส่วนออกมาช่วยเหลือสังคมกันจะดีกว่า ทั้งนี้ก็ได้มีสมาชิกในชมรมต่างเห็นด้วยเป็นอย่างมากจึงได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมาและในเกณฑ์การคัดเลือกเด็ก ๆ นั้นก็จะแยกเป็นกำพร้าพ่อแม่ พ่อแม่หย่าร้างและรวมไปถึงพิการยากจนด้วย ซึ่งในส่วนของตนเองในสมัยก่อนกับภรรยาก็เคยเป็นเด็กยากจนมาก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้บางวันก็ต้องไปรับจ้างหักข้าวโพด ปลูกนา เพื่อนำเงินที่ได้มาซื้อข้าวกิน ตนจึงเข้าใจหัวอกของเด็ก ๆ เหล่านี้ที่มีฐานยะยากจน สำหรับทุนการศึกษาที่พวกตนเองได้มอบให้นั้นก็อยากให้เด็ก ๆ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

ด้าน ด.ญ.จตุรพร สีวัง อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ป.6 อนุบาลเชียงคำ ได้กล่าวว่า ตนเองรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่มีโครงการแจกทุนการศึกษานี้ขึ้นมา เพราะแม่ของตนเองนั้นในทุกวันนี้แทบจะไม่มีงานทำเลยต้องวิ่งหางานอยู่ตลอดบางครั้งแม่ของตนเองยังไม่มีเงินที่จะมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับตนเอง แต่ในวันนี้ผู้ใหญ่ทางชมรมผู้ค้ารถเชียงคำกลับเห็นความสำคัญของเด็ก ๆ ที่ยากจนและได้มอบทุนการศึกษามาให้ ทั้งนี้ตนเองสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนและเป็นเด็กดีต่อไป

ด่วนเดือดร้อนหนัก ชาวบ้านพ่อค้าแม่ขายตลาดเมือง โวยสองโจรอาละวาดขี่จักรยานยนต์ตระเวณฉกดะไม่เว้นแม้ไส้อั่ว กระทิ น้ำปลา เตือนระวังซื้อข้าวของอาหารในตลาดหิ้วไม่ไหวแขวนหรือวางไว้ที่รถมีสิทธิหายได้ทุกเวลา

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียน ได้มีคนร้ายตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารของประชาชนหลังจากซื้อของมาแล้วหิ้วไมไหวนำไปแขวนหรือวางไว้ที่รถจักรยานยนต์ เหตุเกิดที่บริเวณตลาดเมืองใหม่ ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผักและอาหารสดแหล่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จนทำให้ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้าได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

นายประมวล เดชชัยกุล อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของลานจอดรถรุ่งเรือง หลังตลาดเมืองใหม่ ได้เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง โดยในวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในช่วงเช้าได้มีลูกค้า มาใช้บริการบริเวณลานจอดรถของตนเอง และได้มีการนำกะทิกล่องวางไว้หลังรถ จากนั้นได้มีชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยาน Honda Scoopy เข้ามาวนอยู่ในลานจอดรถ ซึ่งตอนแรกตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร จากนั้น ไม่มีชายคนหนึ่งลงจากรถแล้วมาหยิบกะทิกล่อง จากท้ายรถที่จอดอยู่ไปนอกจากนี้ยังทราบว่าในวันเดียวกัน คนร้ายๆดังกล่าวยังได้มีการเข้าไปขโมยไส้อั่วของแม่ค้าอีกราย และยังได้วนเวียนอยู่ในตลาดเป็นประจำ เมื่อสบโอกาสก็จะก่อเหตุลักษณะดังกล่าว อยากให้เจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน เนื่องจากตอนนี้ได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก

ด้าน นายปัณณธร เดชชัยกุล อายุ 38 ปี ลูกชายของนายประมวล กล่าวว่า คนร้ายก็ไม่เกรงกลัวกล้าลงมือกลางวันแสกๆ โดยอาศัยช่วงที่มีการชุลมุน หรือเมื่อเห็นของวางทิ้งไว้ก็ก่อเหตุทันที โดยไม่สนว่าของนั้นจะเป็นอะไร ซึ่งตนคาดว่าเมื่อคนร้ายได้ของที่ขโมยไปนั้นก็น่าจะนำไปขายวันเกิดเหตุนั้นตนก็ได้พยายามขับรถไล่ตามคนร้ายแต่ก็ไม่ทัน จึงได้เพียงภาพถ่ายและป้ายทะเบียนรถของคนร้ายเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบและติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้ เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายทั้ง 2 คนนี้จะตระเวนก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และบรรดา พ่อค้า-แม่ค้า อย่างไรก็ตามในส่วนของตนก็กำลังรวบรวมหลักฐานและพยานรวมทั้งผู้เสียหายเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายอีกครั้ง

 

กองกำลังผาเมืองผุด 5 มาตการ สกัดเข้มต่างด้าวลักลอบเข้าชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ส่งผลกระทบให้แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศผ่านด่านพรมแดนถาวรในพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนประมาณกว่าสามพันคน และภายหลังจากที่มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 5 ของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (ศบค.) แรงงานต่างด้าวบางส่วนพยายามที่จะลักลอบเข้ามาในเขตไทยตามช่องทาง ท่าข้ามธรรมชาติโดยไม่ผ่านกระบวนการกักตัว (State Quarantine) ตามขั้นตอนของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความหวั่นวิตกของคนภายในประเทศตามที่มีสื่อโซเชียลได้นำเสนอข่าวไปนั้น ทั้งนี้แรงงานต่างด้าวพยายามที่จะลักลอบเข้ามาทางด้านชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากผู้ประกอบการในพื้นที่ อำเภอแม่สายฯ มีความต้องการแรงงานเข้ามาดำเนินกิจการของตนเอง เช่น แรงงานในการก่อสร้าง แรงงานด้านการเกษตร และลูกจ้างตามสถานประกอบการต่างๆ เป็นต้น

แต่เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการเปิดด่านพรมแดนถาวรในพื้นที่ อำเภอแม่สายฯ จึงทำให้แรงงานต่างด้าวมีความพยายามในการลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายดังนั้น กองกำลังผาเมือง จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพิ่มมาตรการเข้มข้นในการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรการ 5 ด้าน ดังนี้ 1. การประสานความร่วมมือไปยังประเทศเมียนมาผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น หรือ TBC ในการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าว 2. การสกัดกั้นตามช่องทางตามแนวชายแดน โดยการเพิ่มเติมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 25 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ พร้อมทั้งได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ตามช่องทาง/ท่าข้ามที่ล่อแหลม, การติดตั้งไฟส่องสว่างแบบโซล่าเซลล์ พร้อมกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จำนวน 17 จุด, การทำเครื่องกีดขวางโดยการติดตั้งรั้วลวดหนามเพิ่มเติม 8 จุด และปรับปรุงลวดหนามที่มีอยู่เดิม จำนวน 14 จุด ให้มีความแข็งแรง ทนทาน โดยเฉพาะในช่องทาง/ท่าข้ามที่ล่อแหลม 3. การตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด บนเส้นทางหลัก/เส้นทางรอง และจัดกำลังร่วมกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีจากบริเวณพื้นที่ตามแนวชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนในของประเทศ
4. การปิดล้อมตรวจค้นแหล่งหลบซ่อน/พักพิง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตามแหล่ง ที่พักพิงชั่วคราวในบริเวณพื้นที่หมู่บ้านตามแนวชายแดน และ5. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ โดยการจัดชุดปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือน จำนวน 5 ชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่เสริมสร้างการรับรู้ให้กับผู้นำชุมชน และประชาชนในหมู่บ้านตามแนวชายแดน ในการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทั้งการแจ้งเบาะแส และการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง


ในวันนี้ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้ร่วมกับนายอำเภอแม่สาย ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย, ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ และประชาชน ร่วมกันวางแนวลวดหนาม และสร้างเครือข่ายแนวร่วม ในการช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลในหมู่บ้านตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบหลบหนีเข้ามาของแรงงานต่างด้าวตามช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติ

โดยห้วงตั้งแต่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา กองกำลังผาเมือง สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาตามช่องทาง/ท่าข้ามธรรมชาติ จำนวน 34 ครั้ง ผู้ต้องหา 125 คน (เมียนมา 113 คน, ลาว 10 คน, จีน 2 คน) ซึ่งหน่วยได้ร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศพรมแดนแม่สายในการคัดกรองก่อนที่จะผลักดันกลับประเทศต้นทาง ตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ กองกำลังผาเมือง จะยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนี เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องต่อไป

ขอบคุณ.ข้อมูล-ภาพ กองกำลังผาเมือง

ช้ำใจเสียเงินหลายแสนจ้างบริษัททำวีซ่ากลับไม่ได้บินออสเตรเลียตามฝันโร่แจ้งความขอเงินคืน ด้านบริษัทแจงวีซ่าไม่ผ่านเงินใช้หมดแล้วโดนพิษโควิด19 เล่นงานจึงยังไม่มีคืนให้

9 ก.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐพงษ์ แซ่ฟ่าน อายุ 44 ปี เจ้าของบ้านทะเลหมอก อ.ปง จ.พะเยา ได้พาญาติพี่น้องที่เป็นผู้เสียหายทั้ง 4 คนคือ นายณัฐชานนท์ กิตติคุณธนพัฒน์ อายุ 33ปี นายเลาจง แซ่ห่าง อายุ 34 ปี น.ส.กันตาภา ศาสน์บุญณินท์ อายุ 24ปี และนายพินิจ แซ่พ่าน อายุ 33 ปี เดินทางมาที่ สภ.เชียงคำ จ.พะเยา เพื่อเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่าถูกเจ้าของบริษัทรับทำวีซาแห่งหนึ่งซึ่งอ้างว่าสามารถทำวีซ่าให้ผ่านเข้าต่างประเทศได้ แต่เรื่องดำเนินนานถึง 2 ปี กลับไม่สามารถไปต่างประเทศตามที่ได้ตกลงกันไว้ได้

โดยนายเลาจง ในผู้เสียหายได้เล่าว่า เมื่อปี2561 ตนเองและญาติ ๆ ได้เดินทางมาที่บริษัทรับทำวีซ่าแห่งนี้ตามคำชักชวนของญาติที่อยู่ประเทศออสเตรเลียว่าบริษัทนี้สามารถพาพวกตนเข้าประเทศออสเตรเลียได้ จึงได้พากันมาทำโดยคนที่จะไปมีทั้งหมด 5 คนด้วยกัน เมื่อมาถึงบริษัทเจ้าของบริษัทได้ชี้แจงเรื่องเงินค่าดำเนินการต่าง ๆ โดยจะตกอยู่ที่คนละประมาณ 250,000 – 300,000 บาท ซึ่งจะไม่จ่ายทั้งหมดเลยทีเดียว แต่จะมาขอเบิกเป็นงวด ๆ ไปซึ่งแต่ละงวดจะไม่เท่ากัน บางครั้ง 80,000 บาท บ้าง บางครั้ง 70,000 บาทบ้าง โดยทางเจ้าของบริษัทได้รับประกันว่าหากวีซ่าไม่ผ่านทางบริษัทนี้จะคืนเงินให้เต็มจำนวนทั้งหมด แต่หลังจากนั้นล่วงเลยระยะเวลามา 2 ปี กลับไม่เป็นตามที่พูดคุยกันไว้ โดยเมื่อต้นเดือน ก.พ.63 ที่ผ่านมาพวกตนได้เดินทางมาที่บริษัทแห่งนี้เพื่อติดตามทวงถามเกี่ยวการขอวีซ่าไปประเทศออสเตรเลีย แต่สุดท้ายกลับถูกเจ้าของบริษัทตอบมาเพียงสั้น ๆ ว่า วีซ่าไม่ผ่าน
พวกตนจึงได้ขอเงินคืนแต่ก็ถูกเจ้าของบริษัทบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน จึงได้มีการมาลงบันทึกประจำวันครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ก.พ.63 ที่ สภ.เชียงคำ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดไกล่เกลี่ยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายของบริษัทรับทำวีซ่ายินดีจะชดใช้งวดแรกคืนให้ภายใน 6 เดือนโดยจะครบกำหนดวันที่ 30 มิ.ย.63 ที่ผ่านมาและงวดที่ 2 ภายในเดือน ธ.ค.63 แต่ทางเจ้าของบริษัทขอหักค่าดำเนินการทั้ง 5 คนคนละ 100,000 บาท โดยทุกคนก็ยินยอมให้หัก ซึ่งหลังจากนั้นล่วงเลย 6 เดือนพวกตนยังไม่ได้เงินตามที่ตกลง เมื่อโทรศัพท์ไปทวฃถามกลับได้รับคำตอบเพียงสั่นว่า ยังไม่มีให้ จึงได้สร้างความไม่พอใจให้พวกตนเป็นอย่างมาก เพราะตกลงกันไว้แต่ทำไม่ได้ตามที่พูดมา ทั้งนี้พวกตนทั้งหมดจึงได้เดินทางมาที่ สภ.เชียงคำ อีกครั้งเพื่อขอแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับเจ้าของบริษัทรับทำวีซ่าแห่งนี้

ทางด้านบริษัทรับทำวีซ่าที่ถูกกลุ่มผู้เสียหายแจ้งความได้กล่าวว่า เวลานี้ตนเองทราบเรื่องราวที่ทางฝ่ายผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เชียงคำ แล้ว แต่ก็อยากให้ฟังทางตนเองบ้าง โดยก่อนหน้านั้นตนเองได้พาผู้เสียหายเหล่านี้ไปดำเนินการตามขั้นตอนของการทำวีซ่าจริงทุกขั้นตอน แต่ในระยะหลัง ๆ ที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด บริษัทของตนกลับไม่มีงานเหมือนเมื่อก่อน ทำให้เวลานี้ยังไม่มีเงินคืนผู้เสียหายทั้งหมดนี้ แต่ตนยืนยันว่าบริษัทของตนเองเปิดมาได้ 10 กว่าปีแล้ว ทั้งรับทำวีซ่าและยังรับแปลหนังสือจากต่างประเทศด้วย ซึ่งพักหลังเมื่อเกิดเหตุการณ์โรคระบาด งานไม่มีสถานภาพการเงินขาดสภาพคล่องโดยตนเองก็ยังได้ไปกู้เงินมาจาก ธ.ออมสิน เพื่อมาใช้จ่ายภายในบริษัทของตน ทุกวันนี้ตนเองกินข้างเพียงวันละมื้อและยังค้างจ่ายค่าน้ำค่าไฟอีกต่างหาก ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ตนเองก็อยากขอความเป็นธรรมบ้าง โดยเรื่องราวทั้งหมดนี้ตนเองจะขอไปสู้คดีในชั้นศาลต่อไปพร้อมขอบอกว่าตนเองไม่เคยคิดจะโกงแต่ว่าขณะนี้ไม่มีจริงๆเลยยังไม่ได้คืนเงินให้กับกลุ่มผู้เสียหาย

ชาวเชียงคำตกใจ ปลาลอยตายเกลื่อนเต็มคูเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลำน้ำลาวของคูเมืองเชียงคำ ม.4 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นโดยพบว่าปลาในน้ำไม่ว่าจะเป็นปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน ลอยตายเกลื่อน นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวบ้านที่ทราบว่ามีปลาลอยตายในน้ำต่างมาแย่งตักเอาไปทำอาหารและขายทำกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยไม่ทราบเลยว่าสาเหตุที่ปลาลอยตายในน้ำนี้เพราะอะไร

นายอดินันท์ ศุภการกำจร นายกเทศมนตรีเทศบาลเชียงคำ ได้กล่าวว่า ตนได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วซึ่งปลาเหล่านี้ได้ลอยตายมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว แต่พบว่ามีชาวบ้านจำนวนมากได้มาแห่ตักปลาเอาไปทำกินรวมทั้งเอาไปขายนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่เมื่อตนเองได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ากลิ่นของน้ำในคูเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นของคลอรีน อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาลอยตายเกลื่อนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในพื้นที่ของ หมู่4 ต.เวียง ก็พบว่ามีปลาลอยตายเช่นกัน ทั้งนี้ตนเองได้ส่งตัวอย่างน้ำลาวในคูเมืองนี้ให้ทางเจ้าหน้าที่กรมประมง อ.เมือง จ.พะเยา นำไปตรวจสอบว่าภายในน้ำนี้มีอะไรปนมาบ้าง นอกจากนี้จากการที่ตนเองได้สังเกตนั้นพบว่าอีกกรณีหนึ่งช่วงที่ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำของ อ.เชียงคำ น้ำฝนอาจจะชะล้างเอาสารเคมีไม่ว่าจะเป็นหญ้าฆ่าหญ้าที่ชาวบ้านละแวกนั้นทำการฉีดพ่นอาจจะพัดลงสู่ลำน้ำแล้วก็ไหลมาที่นี่จนทำให้ปลาตายก็เป็นได้

ทั้งนี้ตนเองอยากขอฝากเตือนชาวบ้านในพื้นที่นี้ว่าเวลานี้ขอให้งดการนำปลาไปบริโภคก่อนเพราะทางเทศบาลเชียงคำกำลังหาสาเหตุที่แท้จริงว่า ปลาที่ลอยตายในน้ำนี้แห่งนี้จริง ๆ แล้วเป็นเพราะอะไร หากผู้ใดที่นำไปบริโภคนั้นอาจจะเกิดอันตรายต่อตนเองก็เป็นได้” นายอดินันท์ กล่าวทิ้งท้าย

หวั่นแพร่เชื้อโควิด19 สกัดต่างด้าวลักลอบเข้าไทย กองกำลังผาเมืองเข้มชายแดนไทย-เมียนมา

กองกำลังผาเมือง จัดกำลังเข้มงวดในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยกองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 จัดกำลังพล ปฏิบัติภารกิจลาดตะเวนเฝ้าตรวจ บริเวณท่าข้ามต้นมะพร้าว บ้านป่าซางงาม ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จว.เชียงราย จนกระทั่งเมื่อช่วงเย็น วันที่ 8 ก.ค ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย จำนวน 6 คน เดินอยู่บริเวณท่าข้ามต้นมะพร้าว ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นทราบว่าเป็นคนสัญชาติเมียนมา แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

เตือนระวังไข้เลือดออกระบาดหนัก”มืองสามหมอก”ยอดคนไข้พุ่ง 349 ราย

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไข้เลือดออกระบาดพุ่งไม่หยุดคนไข้ 349 รายแล้ว โดยอำเภอแม่สะเรียงพบผู้ป่วย 261 ราย มากที่สุดในจังหวัด สธ.แม่สะเรียงแนะช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์และไม่ให้ยุงกัด อำเภอแม่สะเรียง พบผู้ป่วยไข้เลือดออกเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม 261 ราย แบ่งเป็น ตำบลแม่เหาะ 90 ราย ตำบลบ้านกาศ 71 ราย ตำบลแม่สะเรียง รวม 51 ราย ตำบลแม่ยวม 27 ราย ตำบลแม่คง 14 ราย ตำบลป๋าแป 5 รายตำบลเสาหิน 3 ราย

สถานการณ์ไข้เลือดออกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทุกพื้นที่มีแนวโน้มยอดสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ สาธารณสุขแม่สะเรียง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกหลังคาเรือนให้ประชาชนป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกยุงกัด ปกป้องร่างกาย ด้วยการใส่เสื้อแขนขาว กางเกงขายาว ใช้ยาทากันยุง รวมไปถึง หมั่นตรวจตราทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง กำจัดภาชนะที่มีน้ำขังในบริเวณบ้าน เช่น ยางรถยนต์ ถัง ขวดน้ำ อ่างน้ำ เป็นต้น ใช้สารเคมี เช่น ทรายอะเบท และยาฆ่าลูกน้ำใส่ในบ่อน้ำ ใช้สารเคมีพ่นตามบ้าน และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

จากข้อมูลจากศูนย์ไข้เลือดออก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานสถานการณ์ไข้เลือดออก จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยอดผู้ป่วยสัปดาห์นี้ 27 ราย ผู้ป่วยสัปดาห์ที่แล้ว 42 ราย เรียงลำดับอัตราป่วยโรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค – 7 ก.ค. 2563 แม่สะเรียง 261 ราย เมือง 52 ราย สบเมย 22 ราย แม่ลาน้อย 10 ราย ปาย 2 ราย ปางมะผ้า 1 ราย ขุนยวม 1 ราย ยอดผู่ป่วยรวม 349 ราย ในปัจจุบันโรคไข้เลือดออก ยังไม่มีวัคซีนรักษา การรักษาเป็นไปตามอาการ โดยให้ยาลดไข้ นอกจากนี้ยังต้องให้สารน้ำชดเชย สำหรับโรคไข้เลือดออกที่พบในไทยเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ และมียุงลาย เป็นพาหะของโรค พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้ มี 4 ชนิด ผู้ที่เคยป่วยแล้วก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้ ถ้าได้รับเชื้อต่างชนิดกัน

อาการเบื้องต้นสังเกตได้ คือ ไข้สูงลอย 39-40 องศาประมาณ 2-7 วัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ถ่ายดำ อาเจียน มีจุดเลือดออกตามตัว ตับโต มักกดเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา ช่วงไข้จะลด จะกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ความดันต่ำ หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรไปพบแพทย์โดยทันที

ฉก.ร.17 กองกำลังนเรศวร ส่งแบล 212 บินด่วนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินจาก สบเมยแม่ฮ่องสอน รักษาตัว รพ.นครพิงค์เชียงใหม่

บ่ายวันที่ 8 ก.ค. 63 พ.อ.ยรรยง ทิพาปกรณ์ ผบ.ฉก.ร.17 กองกำลังนเรศวร มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการบินกองทัพบกฯ (ชปบ.ทบ. ฉก.ร.17) จัด เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป รุ่น Bell-212 (ฮ.ท.212) จำนวน 1 ลำ ร่วมกับทีมแพทย์ฉุกเฉินสกายด๊อกเตอร์ โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เข้าไปให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน จำนวน 1 คน เป็นชายไทย อายุ 46 ปี

เนื่องจากผู้ป่วย มีอาการแน่นหน้าอก ลงไปถึงท่อนแขน 2 ข้าง ใจสั่น เหงื่อแตก หายใจไม่เต็มปอด เพื่อเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยได้ทำการยกตัวจาก ฉก.ร.17 ไปรับผู้ป่วย ณ โรงเรียนล่องแพวิทยา ต.แม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ไปส่งยัง สนาม ฮ.ชั่วคราว กองพันพัฒนา 3 จ.เชียงใหม่ เพื่อส่งตัวเข้ารับการรักษา ต่อที่ โรงพยาบาลนครพิงค์ สามารถส่งผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

อุตุเตือนภาคเหนือยังต้องระวังฝนตกหนัก ด้านทหาร มทบ.33 สนธิกำลังปกครอง ตำรวจ จิตอาสา เข้าช่วยเหลือชาวบ้านดอยสะเก็ดถูกน้ำป่าไหลท่วมหมู่บ้าน

หลังจากที่กลางดึกที่ผ่านมาฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ส่งผลทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ บ้านแม่หวาน ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด ในเช้ามืดวันที่ 8 ก.ค น้ำป่าได้ไหลหลากลงจากดอยจนส่งผลทำให้ ถนนทางหลวงสาย 118 เชียงใหม่ – เชียงราย กม. ที่ 31 – 32 มีน้ำท่วมขังรถยนต์ไม่สามารถผ่านได้ทำให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปจังหวัดเชียงราย ไม่สามารถผ่านไปได้กระทั่งเวลา 08.30 น.ระดับน้ำได้ลดลงลงจึงสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังได้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียนับสิบหลังคาเรือน น้ำและดินโคลนได้ไหลเข้าท่วมบ้านชาวบ้านต้องขนของหนีน้ำกันจ้าละหวั่นเพราะเป็นน้ำป่าไหลแรงมาแล้วบางรายไม่ทันตั้งตัวข้าวของได้รับความเสียหาย

ช่วงสายวันเดียวกัน พล.ต.สืบสกุล บัวระวงศ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้มีการสั่งการณ์ให้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 33 จัดกำลังชุดบรรเทาสาธารณภัยของ มทบ.33 ร่วมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองอำเภอดอยสะเก็ด ป้องกันภัยจังหวัดเชียงใหม่ ผู้นำหมู่บ้าน และประชาชนจิตอาสาเข้าไปให้ความช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของ กวาดเก็บและทำความสะอาดบ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนในพื้นเสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมไว้

ภาคเหนือ เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา ภาคตะวันออก เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส

 

ขอบคุณภาพ…ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 33

โครงการE-Smart service อบต.ปางหมู เพิ่มประสิทธิภาพบริการประชาชนเบ็ดเสร็จจุดเดียวจบ

ที่ห้องประชุมทุ่งกองมู มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่วิทยาเขตแม่ฮ่องสอน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน มีพิธีเปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและประชาสัมพันธ์ การใช้งาน ระบบ E Smart service ในระบบหมู่บ้าน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ ผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง ลูกจ้าง ส.อบต. กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน อสม. อปพร. และประชาชน จาก 13 หมู่บ้าน รวม จำนวนทั้งสิ้น 130 คน ทั้งนี้ ได้มีการ “บรรยาย” เรื่องการใช้ Smart service โดยนายศุภชาติ บุตรดีขันธ์ กรรมการและที่ปรึกษาผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญระบบสารสนเทศและการสำรวจระยะไกล การแบ่งฐานเรียบรู้ 7 ฐาน ประกอบด้วย 1. สำนักปลัดงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ 2. สำนักปลัดงานด้านสาธารณสุข 3. สำนักปลัดงานด้านสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพ 4. สำนักปลัดงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและการเกษตร 5. สำหนักปลัดงานด้านป้องกันบรรเทาสาธารณภัย 6. กองคลังงานพัฒนารายได้ และ 7. กองช่างงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน

นายพรชัย คะนองศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนตำบลปางหมูได้จัดทำโครงการ E Smart service เพื่อเป็นการให้บริการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้สมาร์ทโฟน เป็นสื่อกลางในการเข้าถึงการบริการ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ การรับเรื่องราวร้องทุกข์ การขึ้นทะเบียน การชำระภาษี การขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร การจดทะเบียนพาณิชย์ การแจ้งข้อบกพร่องชำรุดของไฟกิ่งสาธารณะ และการให้บริการสาธารณะอื่น ตามอำนาจหน้าที่ของ อบต. เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถติดต่อและขอรับบริการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีระบบ

โดยโครงการนี้จะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับหมู่บ้านและเพิ่มช่องทางการติดต่อประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบลปางหมูในระบบบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (E-Smart service) เพิ่มช่องทางการสื่อสารและประชาสัมพันธ์แผนงานโครงการนโยบายของรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ประชาชนรับทราบผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปางหมู กล่าวในที่สุด