แม่ฮ่องสอนไข้เลือกออกระบาดหนักสถิติสูงแชมป์ภาคเหนือตอนบนแล้ว ผวจ.สั่งทุกอำเภอเป้องกันเข้ม สบเมย เปิด WAR ROOM วาง 3 มาตรการเชิงรุก

ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านผาผ่า อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน นายผะอบ บินสะอาด นายอำเภอสบเมย เป็นประธานในการประชุมแนวทางมาตรการ ควบบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยมีองค์กรบริหารส่วนตำบลแม่คะตวน ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการหมู่บ้าน อสม.และประชาชนในพื้นที่ตำบล แม่คะตวนเข้าร่วมการควบคุการระบาดของโรคไข้เลือดออกของอำเภอสบเมย สำหรับ 3 มาตรการเข้มต้านโรคไข้เลือดออก ระยะเร่งด่วน ฆ่ายุงลายตัวแก่ โดยระดมกำลังพ่นหมอกควันทั้งหมู่บ้านผาผ่า ทุกหลังคาเรือน ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม และวันที่ 1 /2 /5 /10 สิงหาคม 2563 ตามวงจรยุง รวมไปถึงให้อบต.จัดเตรียมสเปรย์กำจัดยุงลาย รองรับในกรณีได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่า มีผู้ป่วย อสม.ในพื้นที่จะรีบเข้าไปพ่นสเปรย์กำจัดยุง ที่บ้านผู้ป่วยรายใหม่ทันที ภายใน 3-6 ชั่วโมง ระยะกลาง ให้ อสม. สำรวจลูกนำยงลายทุกวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ และระดมเจ้าหน้าที่จากทุกรพ.สต. ทั้งอำเภอสบเมย เจ้าหน้าที่ 1 คน ต่อ 5 หลังคาเรือน ลงพื้นที่เข้าตรวจลูกน้ำยุงลายอย่างละเอียดครอบคลุมทั้งพื้นที่ทุกวันศุกร์

ระยะยาว ให้มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับไข้เลือดออก ทุกวัน สองเวลาเช้า-เย็น ผ่านทางประกาศเสียงตามสาย พร้อมจัดศูนย์ข้อมูลไข้เลือดออก แจ้งยอดผู้ป่วยสะสม การดูแลตัวเอง ไว้ใจกลางหมู่บ้าน โดยสาธารณสุขจะอัพเดทข้อมูลให้ประชาชนทราบทุกวัน มาตรการดังกล่าว ทุกหลังคาเรือนต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในที่ประชุมยังมีการวางมาตรการเพิ่มเติม กรณีการ “ปรับเงิน” หากไม่ได้รับความร่วมมือ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามมติของหมู่บ้าน

สำหรับ สถานการณ์ไข้เลือดออกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบาดไม่หยุด ยอดพุงสูง และ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นชาย อายุ 61 ปี อยู่ในพื้นที่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมกำชับ ให้ เข้มงวดการป้องกันและการแพร่ระบาดของลูกน้ำยุงลาย สาเหตุของไข้เลือดออก โดย สถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม ที่ผ่านมา จังวัด แม่ฮ่องสอน พบผู้ป่วยไข้เลือดออก 576 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบการแพร่ระบาดมากที่สุด ได้แก่ อำเภอแม่สะเรียง พบผู้ป่วย 411 ราย อำเภอเมือง 95 ราย อำเภอสบเมย 41 ราย อำเภอแม่ลาน้อย 19 ราย อำเภอขุนยวม 7 ราย อำเภอปาย 2 ราย และ ปางมะผ้า 1 ราย สูงเป็นลำดับ 1 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

จัดหางานลำพูน เตือนระวังตกเป็นเหยื่อหลอกไปทำงานต่างประเทศแฉมีแก๊งมิจฉาชีพอาละวาดหนักช่วงนี้

ที่ห้องแกรนด์บอลรูม กัซซัน พาโนราม่า กอล์ฟคลับ ลำพูน ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
นางฐิติมา นราพงศ์ จัดหางานจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงจังหวัดลำพูน กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการถูกหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ในกฎหมายกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจน ส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม

นางฐิติมา นราพงศ์ จัดหางานจังหวัดลำพูน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้แจ้งมาว่าขณะนี้พบพฤติกรรมการหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประทศ โดยเพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโฆษณาจัดหางาน และอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ชักชวนคนหาต่างประทศ ให้จ่ายเงินเกินจริง และอ้างว่าสามารถพาไปทำงานได้ รวมทั้ง อ้างว่าทำงานในหน่วยงานของรัฐหรือเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ กรมการจัดหางานไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งสร้างการรับรู้แก่ประชาชนและคนหางานที่ต้องการเดินทางไปทำงนในต่างประเทศ โดยเร่งเตือนภัยรูปแบบกลวิธีการหลอกลวงของสาย-นายหน้า และซ่องทางแจ้งเบาะแสร้องเรียน

ทั้งนี้ จัดหางานจังหวัดลำพูน จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เข้าใจ โดยจะมีการบรรยายในหัวข้อ “พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ที่ประชาชนควรรู้ วิธีการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง และการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศต่างๆ รวมทั้ง การป้องกันการถูกหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ” แก่ผู้เข้าร่วม ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนและเครีอข่ายต่างๆ

รู้ไหม”เชียงใหม่”สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการช่วงโควิด 19 ระบาดเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท

แม้ว่าทางรัฐบาลจะได้มีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโวิด 19 บ้างแล้ว แต่ก็ยังคงส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวอยู่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่จะงหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยว กลับพบว่าในช่วงนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความซบเซา ไม่คึกคักเหมือนอดีตที่ผ่านมา

นายวโรดม ปิฏกานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการรแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลทำให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบมากกว่าหลายจังหวัดเพราะเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการมากถึง ร้อยละ 65 หากประเมินจากผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP)ของจังหวัดเชียงใหม่ที่สร้างเม็ดเงินปีละประมาณ2.3แสนล้านบาท ดังนั้นเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการอย่างเดียวจะสร้างรายได้ประมาณปีละ1.2แสนล้านบาท ฉะนั้นหากนับตั้งแต่ มี.ค.63เป็นต้นมา จังหวัดเชียงใหม่สูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปแล้วประมาณเดือนละ1หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากรายได้ขาดหายไปโดยที่หลายรายรายได้แทบจะเป็นศูนย์ ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังมีอยู่ ซึ่งความช่วยเหลือที่ต้องการมากที่สุดคือทุนหมุนเวียนที่อยากให้มีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงได้โดยไม่ยุ่งยาก และอยากให้มีการขยายมาตรการพักชำระหนี้ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.63 ต่อไปอีกอย่างน้อย6เดือน เพื่อประคับประคองให้ผู้ประกอบการยังอยู่ได้ โดยยอมรับว่างบประมาณ4แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น น่าเป็นปัจจัยหลักและเป็นความหวังในการที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากนำมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด

 ระดมกำลังช่วยชาวบ้านพื้นที่ อบต.สระ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา หลังน้ำป่าซัดหมู่บ้านถนน-สะพานขาดหลายแห่ง

สืบเนื่องจากคืนวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าพื้นท่วมที่บ้านนาบัว หมู่ 9 ต.สระ อ.เชียงม่วน โดยหลากท่วมอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง จนน้ำป่าก็เริ่มแห้งลง ทิ้งซากโคลน ขยะ ตามทางน้ำ สะพานเป็นแห่ง ๆ ซึ่งทาง อบต.สระ อ.เชียงม่วน ระดมกำลังลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำป่าพาโคลนมาซัดภายในบ้านหลายหลัง

นางมัลลิกา สืบแสน ประชาชน ชาวบ้านนาบัว ม.9 ต.สระ อ.เชียงม่วน เปิดเผยว่าเวลาประมาณ 12.00 น. ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านนาบัวหมู่ 9 ต.สระ ซึ่งสืบเนื่องจากมีฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงคืนทำให้น้ำป่าที่มาซัดท่วมหมู่บ้านนาบัว โดยพัดพาดินโคลนมาถล่มประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้น้ำป่าที่ไหลหลากก็แห้งลง เหลือโคลนเป็นแห่ง ๆ นอกจากนี้แรงของน้ำป่าทำให้ถนนชำรุดบางแห่งโดยเป็นถนนหน้าศูนย์เด็กเล็กบ้านนาบัว แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นมากนัก ทาง อบต.สระ และเจ้าหน้าที่ปกครอง อ.เชียงม่วน ได้ลงมาช่วยเหลือพวกตนและเก็บเศษกิ่งไม้ ขยะที่ติดตามเสาสะพาน ขณะที่คนอื่น ๆ ก็ทำความสะอาดบ้านของตัวเอง

ด้านนางนฤมล บัวชุม สจ.เขต อ.ชียงม่วน ได้กล่าวว่า หลังจากที่ตนทราบเรื่องก็ได้รีบประสานไปยังนายสังคม สืบแสน นายก อบต.สระให้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านนาบัว ม.9 ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ โดยตนเองก็ลงพื้นที่ช่วยเหลือเช่นกัน ทั้งนี้หลังจากทำการสำรวจแล้วนั้นปรากฏว่าบ้านเรือนของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เสียหายมากนัก พบเพียงดินโคลนรวมทั้งเศษขยะกิ่งไม้ที่ถูกพัดมากองไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในหมู่บ้าน ซึ่งตนเองก็ได้ให้ทางรถน้ำของทาง อบต.สระฉีดชะล้างบ้างแล้ว นอกจากนี้พบว่าถนนบางสายภายในหมู่บ้านขาดจึงได้ประสานทางนายก อบต.สระให้เร่งซ่อมแซมพื้นที่ที่ชำรุดให้กลับมาใช้การได้อีกครั้ง ส่วนน้ำป่าที่ไหลหลากเข้าท่วมในครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำป่าที่ไหลมาจากต้นน้ำทางภูเขา นอกจากนี้พบว่าภูเขาใน อ.เชียงม่วน บางแห่งก็เป็นภูเขาหัวโล้นจึงทำให้ไม่มีต้นไม้ซับหน้าดินไว้ เมื่อเวลาฝนตกหนัก ๆ น้ำฝนที่ตกลงมาก็ซัดเอาหน้าดินลงไปจนเป็นน้ำโคลนไหลท่วมเข้าหมู่บ้านดังกล่าว

นายก”บิ๊กตู่” ควงแขน ผู้ว่าฯ 76 จังหวัด บินด่วนเชียงใหม่ร่วมกิจกรรมปลูกป่าอุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี อำเภอแม่แตง 24 ก.ค.63

ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าวสื่อมวลชนประจำสัปดาห์ โดยมีวาระเรื่องการเตรียมจัดงานโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ระหว่างวันที่ 23 – 24 ก.ค. 63 พร้อมต้อนรับนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีปลูกป่า

นายนรินทร์ ประทวนชัย ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 ก.ค. 63 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ โดยโครงการนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะได้เข้าสำรวจเส้นทาง และเตรียมรายละเอียดไว้หลายจุด เพื่อจะจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เสริมความหนาแน่นของป่า ซึ่งจะเป็นกิจกรรมรวมพลครั้งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน โดยจะมีบุคคลสำคัญระดับประเทศ และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด เข้าร่วมกิจกรรมด้วย และโครงการดังกล่าว ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจัดขึ้น เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563

นายนรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการนี้เป็นโครงการปลูกป่าในระยะยาว เริ่มในปี 63 – 70 พื้นที่ทั้งหมด 68 ไร่ ในวันที่ 24 ก.ค. จะเป็นพิธีเปิดโครงการ โดยวางชนิดกล้าไม้ทั้งหมด 10 ชนิด เป็นกล้าไม้พื้นถิ่น เช่น บุญนาค, จำปา, สัก, ประดู่ป่า, แคหางค่าง, คำมองหลวง, พะยอม, ตะเคียนทอง, รวงผึ้ง และรัง การเตรียมความพร้อมในขณะนี้ก็อยู่ในช่วงการจัดเตรียมสถานที่เพิ่มเติม รวมถึงการจัดจุดจอดรถ การปรับพื้นที่ผิวถนนเส้นทางเข้าสู่บริเวณการจัดงาน และการจัดงานครั้งนี้ถือว่า เป็นต้นแบบที่จะนำไปสู่การปลูกป่าในโครงการฯ ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต

“เวียงพิงค์”พร้อมรับนักท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่ New Normal Tourism

นายคมสัน สุวรรณอัมพา รอง ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวหลังประชุมและพูดคุย กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในอนาคต ทั้งเรื่องของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือปัญหาต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งวันนี้ก็เตรียมความพร้อมในเรื่องของการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาก็มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 สักวันต้องผ่านไป หากเรามีการเตรียมสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าก็จะได้ทันต่อความต้องการ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา จำนวน 40,000 คน ในช่วงวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ซึ่งเดินทางมาโดยเส้นทางท่าอากาศยานเชียงใหม่ จำนวน 26,000 กว่าคน ที่เหลือมาจากทั้งสถานีรถไฟ รถบัสจากสถานีขนส่ง และรถส่วนตัว ที่ผ่านมามีการจองห้องพัก 7,300 กว่าห้อง ซึ่งภาพรวมของห้องพัก 34,000 ห้องของโรงแรม ในเวลาอันใกล้นี้ ก็จะมีเรื่องของวันหยุดยาว และนักท่องเที่ยวที่ได้รับการผ่อนคลายตามมาตรการ ก็คาดว่าน่าจะเข้ามาเที่ยวช่วงปลายเดือนนี้ ไม่น้อยกว่าช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการพูดคุย การเตรียมความพร้อม และสถานการณ์เองสักวันหนึ่งก็จะหมดไป ในอนาคตอาจจะเป็นการท่องเที่ยวในบ้านพี่เมืองน้องที่อยู่ใกล้ๆ ก่อน แล้วค่อยขยายไป แต่ได้เน้นย้ำทางผู้ประกอบการเรื่องสุขอนามัยอย่างเข้มงวด เพราะไม่อยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาแล้วได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จึงขอเชิญชวนสถานประกอบการ ศูนย์การค้า ร้านอาหาร สถานประกอบการสปา โรงแรม อื่นๆ ให้เข้มงวดตลอดเวลา

เมื่อถามว่ากังวลกับการแพร่ระบาดรอบสองหรือไม่ จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่ ที่ผ่านมาก็ได้ควบคุมได้อย่างดีมากทางด้านสาธารณสุข ก็มั่นใจเรื่องระบบการรักษา และได้ให้นายอำเภอทั้ง 25 อำเภอ รวมถึงพี่น้อง อสม. และ อส. พี่น้องประชาชน หน่วยงานต่างๆ ช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบว่าสถานประกอบการไหนที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันก็สามารถแจ้งมาได้

ส่วนนางปริษา ปานพรหม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยนักท่องเที่ยวได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหานักท่องเที่่ยว เพื่อให้เครือข่ายด้านการท่องเที่ยวได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในด้านต่างๆ เพื่อประสานความร่วมมือได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ วิธีการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นในด้านการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยในพื้นที่ สร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวในการแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในทุกมิติ ทั้งในด้านการใช้รถใช้ถนน การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกรณีเกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น และให้บุคลากรด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้มีความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ New Normal Tourism การเป็นเจ้าบ้านที่ดี สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีใหม่

ตำรวจภูธร จ.ลำพูน ติวเข้มโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมป้องกันอาชญากรรม

ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุหลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน(มจร.ลำพูน) หมู่ 2 ต.ต้นธง อ.เมือง จ.ลำพูนพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภาค 5 เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมประชาชนโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล เพื่อแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม โดยมี พล.ต.ต.นฤชิต เนียวกุล ผบก.ภ.จว.ลำพูน , พ.ต.อ.ผล ปวนเบี้ย รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน , ผู้กำกับการสถานีตำรวจในสังกัดฯ , เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดฯ , กต.ตร.ภ.จว.ลำพูน และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมการฝึกอบรมฯให้การต้อนรับ

พ.ต.อ.ผล ปวนเบี้ย รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน กล่าวว่า ตามที่ตำรวจภูธรภาค 5 ได้มอบหมายให้ตำรวจภูธร จ.ลำพูน ดำเนินการตามโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล เพื่อแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมโดยการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน สนธิกำลังความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) และ องค์กรภาคเอกชน สนับสนุนเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในการเฝ้าระวังป้องกันอาชญากรรม และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมให้ปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อป้องกันอาชญากรรมของสถานีตำรวจ ในสังกัดตำรวจภูธร จ.ลำพูนให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน

ตำรวจภูธร จ.ลำพูนได้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวข้างต้น โดยมอบหมายให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัด จัดตั้งเครือข่ายภาคประชาชนในทุกหมู่บ้านประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้นำภาคราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำตามธรรมชาติ หรือผู้ที่ประชาชนในหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ และมีความสมัครใจ มีจิตอาสาเป็นเครือข่ายโดยแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รับผิดชอบประจำหมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการในการประสาน เครือข่ายภาคประชาชนที่ได้จัดตั้งไว้ โดยมีประชาชนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน

เพื่อให้เครือข่ายภาคประชาชน ได้มีความรู้ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมถึงการเป็นพลังของแผ่นดิน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันอาชญากรรมในหมู่บ้าน ชุมชนของตนเอง ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน จึงได้จัดให้มีฝึกอบรมครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมขึ้น โดยมีประชาชนที่เป็นเครือข่ายเข้ารับการฝึกอบรมจำนวนทั้งสิ้น 1,200 คน

ป.ป.ช.ลำพูน ร่วมกับ ชมรมสตรอง-จิตพอเพียงต้านทุจริต หนุนภาคประชาชนร่วมเดินหน้าเฝ้าระวังการทุจริตภาครัฐ ยกระดับความโปร่งใสให้เมืองลำพูน

นางสาววิศรา รัตนสมัย ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ได้กำหนดแนวทางการป้องกันการทุจริตเชิงรุกไว้ในยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาคประชาชนที่ช่วยผลักดันภารกิจการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้สัมฤทธิ์ผล สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดลำพูน จึงได้เริ่มดำเนินการโครงการ STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 โดยสนับสนุนภาคประชาชนผ่านโครงการสตรอง จิตพอเพียงต้านทุจริตในพื้นที่จังหวัดลำพูน ซึ่งเริ่มจัดตั้งชมรมเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ปี ซึ่ง ปี 2563 นี้ ได้ก้าวสู่ปีที่ 2 ของการจัดตั้งชมรม STRONG ฯ การดำเนินการของชมรมมีความเข้มข้นมากขึ้นโดยมีสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลางที่กำหนดทิศทางระดับประเทศ และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดทั่วประเทศเป็นหน่วยขับเคลื่อนกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ภายใต้กรอบแนวคิดโมเดล STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต

 

ด้านนายธีระศักดิ์ ชัยวิศิษฐ์ ประธานชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ปัจจุบันมีโค้ชและสมาชิกชมรมครบทุกเขตอำเภอในจังหวัดลำพูน ประมาณ 130 คน ที่ผ่านมานั้นตนมีความพึงพอใจในผลการดำเนินการของชมรมเป็นอย่างมาก จุดแข็งของชมรมฯ คือภาคประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำพูนมีความตื่นตัวในเรื่องการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น จากเดิมที่ละเลยหรือหวาดกลัวที่จะแจ้งเบาะแสการทุจริตในพื้นที่ของตน แต่จากการที่ได้ร่วมสังเกตการณ์-ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ชุมชนของตนเอง/สำรวจพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริตและพื้นที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest : COI) ทำให้ภาคประชาชนสามารถกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริตให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ชุมชนของตนได้ รวมทั้งมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ขยายผลการเฝ้าระวังต่อไป ทั้งยังส่งผลให้หน่วยงานในพื้นที่มีความระมัดระวังในการปฏิบัติงานและการใช้เงินงบประมาณ ตลอดจนการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มากขึ้นด้วย

สำหรับกิจกรรมในไตรมาส 3-4 ปี 63 ได้แก่ การประชุมบริหารจัดการชมรมเป็นรายไตรมาส ซึ่งได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมฮัดเดิ้ล อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของชมรมฯ และกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อต้านการทุจริต ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมฮัดเดิ้ล ป่าซาง ซึ่งสมาชิกให้ความสนใจเข้าร่วมการประชุมเป็นจำนวนมากถึง 160 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 80 คน เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบแนวทางการดำเนินการและผลงานของชมรม ตลอดจนได้มีส่วนร่วมและกำหนดบทบาทในการขับเคลื่อนในการเฝ้าระวังการทุจริตในแต่ละอำเภอ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าโครงการ STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดลำพูน เป็นการติดอาวุธให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง กระตุ้นเตือนให้สังคมมุ่งประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ถ้าหน่วยงานภาครัฐไม่ละเลย ภาคประชาชนไม่นิ่งเฉย ทุกภาคส่วนมาช่วยกันแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างตรงจุด ขจัดคนโกง เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต

รมช.เกษตร ผบช.ภ.5 ลงพื้นที่เชียงคำ ให้ความรู้ผู้นำชุมชนเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล

ที่หอประชุม รร.เชียงคำวิทยาคม จ.พะเยา ได้มีการจัดการอบรมโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบล ซึ่งในวันนี้ได้มีทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานเปิดการอบรมในครั้งนี้โดยมีพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 รวมทั้ง พ.อ.วรเทพ บุญยะ เสธ.มทบ. 34 จ.พะเยา ได้เดินทางมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษให้ความรู้ในครั้งนี้เช่นกัน โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ รอง.ผวจ.พะเยา พ.ต.อ.เฉลิมชาติ ยาวิชัย ผกก.สภ.เชียงคำพร้อมทั้งนายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายอำเภอเชียงคำพร้อมทั้งข้าราชการผู้นำชุมชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สำหรับโครงการดังกล่าวในวันนี้นั้นจัดขึ้นโดยตำรวจภูธร จ.พะเยา

โดย พ.ต.อ.เฉลิมชาติ กล่าวว่า โครงการนี้ได้ถูกจัดขึ้นเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ถึง 500 คน โดยจะแบ่งออกเป็น 5 อำเภอคือ ปง เชียงม่วน จุน เชียงคำและภูซาง ทั้งนี้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่ให้ความสนใจในเรื่องของการมีส่วนร่วมในภาคประชาชนในการที่จะป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทุกคนอาศัยอยู่และจะได้รู้จักป้องกันและสามารถแจ้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาชญากรรมให้ทางตำรวจในพื้นที่รับรู้รับทราบรวมทั้งลงพื้นที่ช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านต่าง ๆ ในพื้นที่ให้รับรู้ได้ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งในวันนี้ก็ได้เห็นแล้วว่าชาวบ้านที่เข้าร่วมนั้นได้ให้ความสนใจเป็นอย่างดีต่อเรื่องราวที่จัดการอบรมในครั้งนี้

สกู๊ปพิเศษ /.อาเซียนต้า โปรโมทท่องเที่ยวเชียงใหม่ หวังปลุกกระแสไทยเที่ยวไทยแบบนิวนอร์มอล นำร่องชูปางช้างแม่สา ปางช้างเก่าแก่เป็นต้นแบบ เผยวิกฤตโควิด 19 พ่นพิษท่องเที่ยวทั่วอาเซียนกระเทือนหนัก

จากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่อย่างหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติหดหายรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นศูนย์ แม้วันนี้จะมีการผ่อนปรนและปลดล็อกให้สถานที่และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆกลับมาเปิดให้บริการได้ แต่หลายแห่งก็มีรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นที่ปางช้างแม่สา ปางช้างเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่กลับมาเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการปลดโซ่และแหย่งช้าง ยกเลิกการแสดง และนั่งบนหลังช้าง เปลี่ยนมาให้นักท่องเที่ยวเข้าชมช้างฟรี เพื่อป้อนอาหาร และช่วยดูแลช้าง โดยเปิดให้เข้าชมช้างวันละ 3 รอบ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึงเวลา 15.00 น.

ขณะที่ล่าสุดสมาพันธ์การท่องเที่ยวอาเซียน (ASEANTA : ASEAN TourismAssociation) หรือ อาเซียนต้า ได้ลงพื้นที่เพื่อถ่ายทำคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่ หรือ นิวนอร์มอล เพื่อเผยแพร่ในประเทศไทย และกลุ่มประเทศสมาชิกในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจ

นางมิ่งขวัญ เมธเมาลี ประธานสมาพันธ์การท่องเที่ยวอาเซียน หรือ อาเซียนต้า เปิดเผยว่า หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั่วโลกทำให้ต้องมีการปิดเมืองส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเมื่อมีการเปิดล๊อกและให้ประชาชนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ และทางรัฐบาลก็ได้มีการให้ประชาชนลงทะเบียนเที่ยวปันสุข ดังนั้นทางสมาคมอาเซียนซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีสมาชิกหลากหลายประเทศจึงต้องการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยที่เลือกปางช้างแม่สา เพราะปัจจุบันสถานที่ทุกแห่งต้องมีการท่องเที่ยวแบบนิวเนอร์มอล ซึ่งปางช้างแม่สาถือว่าเป็นปางช้างที่เก่าแก่ที่มีช้างมากถึง 78 เชือกลุกขึ้นมาต่อสู้ กล้าปลดโซ่ ปลดแหย่ง และไม่ให้มีการแสดงช้าง ซึ่งที่ผ่านมาชาวต่างชาติพากันโจมตีมาตลอด

ด้านนางปริษา ปานพรหม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในส่วนของท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่นั้นได้เข้ามาสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวโดยเฉพาะโครงการเรารักเชียงใหม่ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งเข้าร่วม และจะมีการนำเสนอทั้งการท่องเที่ยว สินค้า อาหาร ซึ่งจะจัดทำเป็นแพ็คเกจให้กับนักท่องเที่ยวเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวโดยเฉพาะไทยเที่ยวไทยเพื่อช่วยกันส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้กลับมาฟื้นตัวอยู่ โดยจะมีการเปิดตัววันที่ 12 สิงหาคมนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว ได้ตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวเชียงใหม่กันมากขึ้น