กรมทหารพรานที่ 36 มอบทุนการศึกษาบุตรธิดากำลังพล บำเพ็ญกุศล เนื่องในวันทหารพราน

ที่ค่ายเทพสิงห์ กรมทหารพรานที่ 36 อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พ.อ.สมรรถชัย แปงสาย ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 พร้อมกำลังพล ร่วมจัดงานวันทหารพราน เพื่อบำเพ็ญกุศลให้กับกำลังพลที่เสียชีวิต และเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลและครอบครัว โดยได้จัดพิธีบวงสรวงศาล 3 มหาราช ศาลเจ้าพ่อเทพสิงห์ พร้อมประกอบพิธีทางศาสนา สวดเจริญพระพุทธมนต์ ฟังเทศน์ ตักบาตร พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป นอกจากนี้ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 ได้จัดพิธีประดับยศนายทหารประทวน ส.อ. เป็น จ.ส.ต. จำนวน 2 นาย และพิธีมอบทุนการศึกษาให้บุตรข้าราชการ และอาสาสมัครทหารพราน จำนวน 157 ทุน เป็นเงิน 225,000 บาท

ทั้งนี้ วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี ถือเป็นวันทหารพราน จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของกำลังพลทหารพราน ที่ได้เสียสละในการปกป้องชาติบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับภารกิจหลักของ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 คือ การเฝ้าตรวจและป้องกันชายแดน การจัดระเบียบพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการสนธิกำลังกับส่วนอื่นๆ ในการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ลาดตระเวนเส้นทาง ตลอดจนรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคลสำคัญ

คัดเลือกทหารช่วงโควิด ให้กองเชียร์ติดตามแค่ 1 คนเท่านั้น ย้ำขอความร่วมมือทุกคนที่ได้หมายเรียกให้ทำตามคำแนะนำและกฏระเบียบโดยเคร่งครัด

ที่ค่ายขุนจอมธรรม(ร.17 พัน 4) อ.เชียงคำ จ.พะเยา พ.ท.ขวัญเอก รัชดาธนวัฒน์ ผู้บังคับกองพัน ได้มอบหมายให้ พ.ต.จีรศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง นายทหารฝ่ายยุทธการและ ร.ต.เก่งกาจ สิริ นายทหารฝ่ายการข่าว ค่ายขุนจอมธรรมนำพา พ.ต.สานิตย์ ห่วงศร เจ้าหน้าที่ สัสดี อ.เชียงคำพร้อมทั้งผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่เพื่อดูขั้นตอนการวางแผนเตรียมการในเรื่องของที่จะมีการคัดเลือกทหารกองเกินเข้าประจำการประจำปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีโรคโควิด-19 ระบาดและเฝ้าระวังอยู่ในขณะนี้

 

โดย พ.ต.จีรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกทหารกองเกินปีนี้ ทางค่ายขุนจอมธรรม ได้มีการเตรียมการวางแผนเป็นอย่างดีเพราะในทุก ๆ ปีการคัดเลือกทหารกองเกินนั้นจะทำกันที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จ.พะเยา แต่ปีนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดไปทั่วโรครวมถึงประเทศไทยเอง ทางกองทัพบกจึงมีนโยบายปรับเปลี่ยนแผนในการคัดเลือกทหารกองเกินของปีนี้จากหอประชุมอำเภอไปเป็นในค่ายทหารแทน แต่ส่วนต่างอำเภอนั้น หากไม่มีค่ายทหารก็ใช้หอประชุมอำเภอที่เดิมเหมือนทุกครั้งก็ได้ ในส่วนของการเตรียมการนั้นทางค่ายก็จะจัดให้มีการคัดกรองตามจุดต่าง ๆ ที่วางไว้ ผสมกับช่วงก่อนที่มีการประชุมทางอำเภอนั้นทางนายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายอำเภอเชียงคำ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้นำชุมชนในทุกพื้นที่ให้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของญาติที่จะเข้ามาส่งบุตรหลานภายในค่ายทหารให้ติดตามได้เพียง 1 ต่อ 1 รายเท่านั้น ส่วนผู้ติดตามนั้นก็จะมีที่พักคอยให้ภายในค่ายทหารต่อไป ทั้งนี้ทางค่ายขุนจอมธรรมจะวางมาตรการป้องกันต่าง ๆ เพื่อป้องกันโรคไม่ให้โควิดที่อาจจะแพร่กระจายในพื้นที่ที่มีการคัดเลือกทหารกองเกินแห่งนี้แพร่หลายออกไปทางด้านจุดจอดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รวมถึงรถขายของนั้น ทางค่ายจะให้จอดบริเวณสนามยิงปืนและภายในสนามบินเก่า เท่านั้น

ทางด้าน พ.ต.สานิตย์ กล่าวเสริมว่า ในปีนี้ทางอำเภอเชียงคำนั้น จะคัดเลือกด้วยกันอยู่ 2 วัน คือวันที่ 27 และ 29 ก.ค.63 โดยแต่ละวันการคัดเลือกจะแบ่งตำบลที่มีการคัดเลือกตามนี้คือ ในวันที่ 27 ก.ค.จะมีการคัดเลือกของตำบลหย่วน, เวียง, เชียงบาน, ฝายกวางและร่วมเย็น ส่วนของวันที่ 29 ก.ค.ก็จะเป็นส่วนของตำบลแม่ลาว, เจดีย์คำ, อ่างทอง, น้ำแวนและทุ่งผาสุข ทั้งนี้ในการคัดเลือกทหารกองเกินปีนี้นั้นมียอดผู้เข้ารับการคัดเลือกประมาณ 600 กว่าคน แต่ในส่วนของยอดที่ทางหน่วยคัดเลือกต้องการนั้นยังไม่นิ่งจึงยังไม่สามารถบอกได้ ทั้งนี้ตนจึงอยากขอฝากในเรื่องของผู้ที่มาคัดเลือกทหารกองเกินและรวมถึงญาติที่มาส่งนั้นในวันจริงขอให้ช่วยทำตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำด้วย

ช่วยด้วย.เกษตรกรปายวอนช่วยซื้อกระเทียมตกค้างกว่า 2 ล้าน กก.

นายสิงหล สุขก๋า ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา ได้นำตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม ชาวอำเภอปาย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ ว่าที่ร้อยตรีนพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอปาย เพื่อขอความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม ที่ประสบกับปัญหาความเดือดร้อนไม่สามารถจำหน่ายกระเทียมออกสู่ท้องตลาด จนทำให้มีกระเทียมตกค้างรอจำหน่ายถึง 2,670,000 กิโลกรัม หรือ 2,670 ตัน โดยทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม เสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือรับซื้อกระเทียมในราคา กก.ละ 35-40 บาท ซึ่งปัจจุบันกระเทียมได้แห้งเต็มที่ไม่มีความชื้นและเนื้อของกระเทียมแน่นมีคุณภาพดีสูงสุด

ปัญหาการไม่ได้จำหน่ายกระเทียมสาเหตุหลักมาจากช่วงโรคโควิด-19 ระบาดใหม่ ๆ ทางรัฐบาลได้มีการล๊อคดาวน์พื้นที่และประกาศเคอร์ฟิว ทำให้พ่อค้าผู้รับซื้อกระเทียมจากต่างจังหวัด ไม่สามารถเดินทางมารับซื้อกระเทียมในพื้นที่อำเภอปายได้ ส่งผลทำให้มีกระเทียมตกค้างจำนวนมาก และเกษตรกรต้องเดือดร้อนไม่มีเงินใช้สอย ต้องเป็นหนี้ ธกส. และหนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา กับร้านค้าต่าง ๆ ในพื้นที่ หากทางรัฐบาลไม่รีบช่วยเหลือ กลุ่มเกษตรกรคงต้องลำบากแน่

2 เครือข่ายต้นกล้า อบจ.แม่ฮ่องสอน อำเภอแม่ลาน้อย เปิดกล่อง “ขวดพลาสติกร่วมรักษ์โลก” ลดปริมาณขยะในพื้นที่ เปลี่ยนขยะเป็นตัวเงินนำรายได้มอบให้ชุมชน

เครือข่ายต้นกล้า อบจ.แม่ฮ่องสอน อำเภอแม่ลาน้อย ได้แก่ เครือข่ายต้นกล้าโรงเรียนแม่ลาน้อยดรุณสิกข์ และเครือข่ายต้นกล้าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 เห็นว่าขยะนับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญและต้องการความร่วมมือร่วมใจของทุกคนในชุมชนในการร่วมกันรณรงค์เพื่อลดภาระให้กับสังคมและโลก จึงได้คิดโครงการ “ขวดพลาสติกร่วมรักษ์โลก” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณขยะขวดพลาสติก และเปลี่ยนขยะเป็นตัวเงิน เพื่อให้เยาวชน ได้เรียนรู้และพัฒนาแนวคิดการทำกิจกรรมอย่างเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ และได้มีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชุมชน มีจิตสำนึกในการเสียสละเพื่อสังคม และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้สนับสนุนกล่องตาข่ายสำหรับใส่ขวดพลาสติก ให้กับเครือข่ายต้นกล้า อบจ. ทั้ง 7 อำเภอ เพื่อจัดวางในพื้นที่ชุมชน ด้านอำเภอแม่ลาน้อย ได้รับกล่องตาข่ายฯ จำนวน 5 กล่อง จัดวางไว้ที่ โรงเรียนแม่ลาน้อยดรุณสิกข์ จำนวน 1 กล่อง , โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 จำนวน 1 กล่อง , บริเวณหน้าเซเว่นแม่ลาน้อย 2 กล่อง และบริเวณชุมชนกลางบ้าน หมู่ 1 ตำบลแม่ลาน้อย จำนวน 1 กล่อง โดยเครือข่ายต้นกล้า อบจ. แม่ลาน้อย (โรงเรียนแม่ลาน้อยดรุณสิกข์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21) จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสำรวจ เปิดกล่องฯ จัดเก็บขยะขวดพลาสติกและนำไปจำหน่าย โดยรายได้จากการจำหน่ายขยะขวดพลาสติกจะนำไปมอบให้โรงเรียน หรือมอบให้ชุมชนเพื่อนำไปทำประโยชน์ต่อไป

สำหรับเครือข่ายต้นกล้า อบจ.แม่ฮ่องสอน เป็นเครือข่ายเยาวชน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับ อบจ.แม่ฮ่องสอนในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ รวม 7 อำเภอ จาก 13 โรงเรียน ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ระหว่างกลุ่มนักเรียนในโรงเรียน ประชาชนในหมู่บ้าน โดยส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาฝึกอบรมให้ความรู้ให้มีแนวคิดด้านจิตอาสา และปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นเยาวชนจิตอาสาในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ลดาวัลลิ์” แนะรัฐบาล ควรปลดล็อกสมุนไพรทั้ง13ชนิดอย่าขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตราย เพราะเป็นทั้งอาหารและยารักษาโรค ระวังเป็นกับดักของกลุ่มทุนสารเคมีหวังสะกัดเกษตรอินทรีย์ของไทย

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและผู้ก่อตั้งว่าที่พรรคเสมอภาค กล่าวว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ควรแค่ปลดล็อคสมุนไพรไทย 13 ชนิดที่เป็นวัตถุอันตรายจากประเภทที่สองมาเป็นประเภทที่หนึ่ง แต่ควรจะปลดล็อคจากการเป็นวัตถุอันตรายทั้งหมดไปเลย เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการนำสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดมาใช้เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชของประชาชนชาวไทย เพื่อให้สามารถรองรับมาตรการห้ามจำหน่ายและห้ามใช้สารเคมีอันตรายในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ตนเห็นว่ารัฐบาลควรจะส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชจากสมุนไพรไทยให้แพร่หลาย มีความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย และหากใครจะผลิตเพื่อขายรัฐบาลก็ควรสนับสนุนให้ง่าย รวดเร็วทุกขั้นตอนไม่ใช่มาควบคุมให้ยุ่งยากล่าช้า เมื่อพิจารณาข้อดำหนดวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ยิ่งเห็นชัดเจนว่าการครอบครองสมุนไพรทั้ง13 ชนิดก็ยังจะมีหลักเกณท์วิธีปฏิบัติมาควบคุมอีกใช่หรือไม่

การกำหนดให้สมุนไพรไทยทั้ง13ชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อชีวิตและสุขภาพของคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นวัตถุอันตรายเช่นนี้ จะเป็นการสร้างความน่ากลัวขึ้นหรือไม่เพราะตนและสภาครูแพทย์แผนไทยกำลังจะนำตำรับยาสมุนไพรไทยที่มีส่วนผสมของสมุนไพรใน13ชนิดดังกล่าวมาใช้ป้องกันรักษาโรคไข้ปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงฯลฯ และการควบคุมพืชที่เป็นอาหารและยาเช่นนี้จะเป็นการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนหรือไม่ และที่สำคัญรัฐบาลควรมองในเชิงเศรษฐกิจการแข่งขันทางการค้าด้วยเพราะถ้าหากออกข้อกำหนดให้ยุ่งยากต่อการใช้การผลิตผลิตภัณท์จากสมุนไพรทั้ง13 ชนิดซึ่งนับว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด ก็จะไม่เติบโตและแข่งขันกับผลิตภัณท์จากสารเคมีอันตรายได้เลย นางลดาวัลลิ์กล่าว

คณะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฏรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน พล.อ.นิพนธ์ ภารัญนิตย์ รองประธานที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฏรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเข้าร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพระราชดำริกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้การต้อนรับ ภายหลังการประชุม พล.อ.นิพนธ์ พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานภายในศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตอง ต.หมอกจำแป่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ (ศูนย์ท่าโป่งแดง) ต.ผาบ่อง เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

ความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ เป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้การใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการดินในพื้นที่ลุ่ม-ดอน ในการทำการเกษตร ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์กรมพัฒนาที่ดิน เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านพืชและสัตว์ ขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน ดำเนินการผลิตแกะเพื่อกระจายสู่เกษตรกรและเครือข่ายผู้เลี้ยงแกะในพื้นที่ นำขนแกะมาผลิตเป็นผ้าพันคอ เสื้อ หมวก กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่

การส่งเสริมการเลี้ยงไก่แม่ฮ่องสอน โดยปศุสัตว์จังหวัด ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาเขตแม่ฮ่องสอน ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงไก่แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันสร้างเป็นอาชีพแก่เกษตรกร สามารถจำหน่ายไก่สวยงาม ไก่มีชีวิต กิโลกรัมละ 120 บาท ไก่ชำแหละกิโลกรัมละ 180 บาท นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการเลี้ยงหมูดำเชียงใหม่ การผลิตสัตว์น้ำ ปลา แจกจ่ายให้ประชาชน เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านข้าว

การผลิตข้าวปลอดภัยและเมล็ดพันธุ์ข้าวกระจายไปสู่เกษตรกร นอกจากนี้ยังได้จัดแปลงทดสอบการปลูกเมล่อนเพื่อการค้า เป็นหนึ่งในพืชทางเลือกของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเมล่อน มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น 65-75 วัน ใช้พื้นที่น้อยให้ผลตอบแทนสูง สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ คุณภาพน้ำ ดินและแร่ธาตุมีความเหมาะสมในการผลิตเมล่อนให้มีคุณภาพและปลอดภัย โดยได้ขยายผลการปลูกเมล่อนไปยังเกษตรกรในหมู่บ้านบริวาร ส่วนราชการ สถาบันการศึกษา เป้าหมายในปี 63 นี้ จำนวน 5 ราย และจะขยายผลไปยังเกษตรกรทุกอำเภอ

เกษตรกร เชียงคำ-ภูซาง 2 อำเภอจับมือร่วมเปิดโครงการพัฒนาตลาดสินค้าการเกษตร 63 โชว์สินค้ามากมายให้นักท่องเที่ยวได้ช็อป ชิม แบบจุใจ

ที่บริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงคำ จ.พะเยา นายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายอำเภอเชียงคำ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาตลาดสินค้าทางการเกษตรประจำปี 63 โดยนายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอภูซาง ได้มอบหมายให้นายสุริยา งานดี ปลัดอำเภอภูซาง เป็นตัวแทนพากลุ่มเกษตรกรของอำเภอเข้าร่วมโชว์และวางจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรในครั้งนี้ด้วย ซึ่งภายในงานได้รับความสนใจจากชาวบ้านในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมบูทต่าง ๆ ภายในงานเป็นไปด้วยความครึกครื้นเป็นอย่างมาก

นายกนก กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง อ.เชียงคำ และอ.ภูซาง ส่วนใหญ่จะทำอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว ปลูกผลไม้ตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีการนำทุเรียนมาปลูกในพื้นที่ของทั้ง 2 อำเภอ สร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับคนที่รู้ข่าวเป็นอย่างมาก เพราะในส่วนของทุเรียนนั้นปกติจะปลูกกันในโซนภาคกลางและภาคตะวันออก นอกจากนี้ชาวบ้านบางส่วนยังขนเครื่องปั้นดินเผา อาหารที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านมาวางขายและโชว์ให้นักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมได้เลือกซื้อเลือกชิมกัน

ทั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดตลาดทางการเกษตรที่นำเอาผลผลิตทางการเกษตรออกมาอวดต่อสายตาของผู้ที่เข้าร่วมงานนี้เป็นอย่างมาก อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังได้รับงบประมาณสนับสนุนมาจากกรมการปกครองซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องชาวเกษตรกรเป็นอย่างมาก จึงทำให้โครงการนี้สัมฤทธิ์ผลในที่สุดและยังแสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ อ.เชียงคำและอ.ภูซาง จ.พะเยาแห่งนี้ก็สามารถปลูกพืชผักดัง ๆ ของต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี

ฝนตกถนนลื่นหนุ่มรุ่นซิ่ง จยย.กลับไม่ถึงบ้านชนเสาปูนเสียชีวิต

02.00 น. วันที่ 18 ก.ค.63 ร.ต.อ.สมโภช น้อยคง ร้อยเวร สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ รับแจ้งมีเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักพุ่งชนเสาป้าย เหตุเกิดปากทาง เข้า-ออก ลานประเสริฐแลนด์ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จึงไปสอบสวนพร้อมกับพวก

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กล 2072 เชียงใหม่ สภาพพังล้มอยู่ใกล้กับเสาปูนห่างออกไปเล็กน้อยพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย อายุ 20 ปี ชาว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ สภาพศพบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะเลือดไหลนองพื้น สอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ตายขับขี่ รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ออกจากลานประเสริฐแลนด์ เพื่อเลี้ยวซ้ายออกถนนคันคลองชลประทานจะกลับบ้าน ท่ามกลางสายฝนที่โปรปรายประกอบกับเป็นที่มืดถนนลื่นรถเสียหลักพุ่งชนเสาปูนเสียงดังสนั่นเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว

ปกครองแม่ลาน้อย ทหารพราน 36 ตำรวจ ตชด.337 สนธิกำลังกวาดล้างยาเสพติดตามเส้นทางรอยต่อแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่

ดร.ชูชาติ คำมา นายอำเภอแม่ลาน้อย และ นายวิทยา โปรทาสี หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอแม่ลาน้อย มอบหมายให้ นายวัชรพงศ์ จันทิมา ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และ นายทัศไนย วิเศษคุณ ปลัดอำเภองานป้องกันอำเภอแม่ลาน้อย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ อส.อ.แม่ลาน้อย สินธิกำลัง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ลาหลวง และ เจ้าหน้าที่ ตชด. 337 แม่สะเรียง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามแผนพื้นที่เสี่ยง(ชั่วคราว)เพื่อกวาดล้างยาเสพติดพื้นที่พื้นที่เขตรอยต่อ 2 จังหวัด บริเวณบ้านอมลาน หมู่ 2 ตำบลขุนแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง พบรถยนต์ต้องสงสัยยี่ห้ออีซูสุ สีเทาดำ จึงได้ให้สัญญาณหยุดรถ คนขับได้หยุดรถห่างจากจุดตรวจ ประมาณ 30 เมตร แล้วเปิดประตูทิ้งรถจอดไว้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบรถยนคันดังกล่าว พบภายในรถพบชายชาวบ้านอายุ 52 ปีคนหนึ่งจากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบกระเป๋ามีผ้าห่มปกปิดอยู่ ข้างในมียาบ้าจำนวน 16,088 เม็ด ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (ฝิ่นดิบ) จำนวน 319.5 กรัม กระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 จำนวน 13 นัด กระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 13 นัด กระสุนปืน ขนาด .22 มม. จำนวน 350 นัด แม็กกาซีน 9 มม. จำนวน 1 ซอง สอบสวนเบื้องต้นชายชาวบ้านให้การว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับยาเสพติด ขออาศัยมากับรถระหว่างทางเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อนำตัวสอบสวนขยายผลต่อไป

มช.จัดกิจกรรมเดิน วิ่ง ล่าแต้ม

รองศาสตราจารย์ นพ.รณภพ เอื้อพันธเศรษฐ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม เดิน วิ่งล่าแต้ม CMU Walk Together โดยมี นางสาววรารักษณ์ พัฒนเกียรติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด กล่าวรายงาน และรองศาสตราจารย์ ดร.วณิชา พึ่งชมพู หัวหน้าโครงการฯ กล่าวสรุปภาพรวมของโครงการ ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ASEAN University Network (AUN) และ AUN – Health Promotion Network (AUN-HPN) มีนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถของมหาวิทยาลัยและขับเคลื่อนสู่การเป็น มหาวิทยาลัยสุขภาพ หรือ Health University Framework

สนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างสุขภาพของบุคลากร โดยมีสำนักหอสมุด เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ที่จะช่วยให้บุคลากรได้ตระหนักถึงการมีสุขภาพร่างกายที่ดี ห่างไกลจากโรคภัย มีอารมณ์ จิตใจที่สดชื่น แจ่มใส และรู้จักการบริโภคตามหลักแห่งโภชนาการ ใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมตั้งแต่เดือนกรกฏาคม – ตุลาคม พ.ศ. 2563 นี้