จับหนุ่มเมียนมาขนยาบ้าข้ามชายแดนแม่สาย1.5แสนเม็ด

ที่กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง พ.อ. สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาพื้นที่ประเทศไทย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 1 คนคือ นาย มอน อายุ 29 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 152,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนัก 5 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในเป้กระสอบฟางสีรุ้ง 1 กระสอบ

โดยการจับกุมครั้งนี้กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง ได้จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ พื้นที่ตามแนวชายแดนบริเวณ บ้านเหมืองแดงใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อเวลา 05.30 น. ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย จำนวน 1 คน สะพายเป้กระสอบฟางสีรุ้ง เดินผ่านบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น ทราบชื่อคือคือ นาย มอน อายุ 29 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 152,000 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 5 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในเป้กระสอบฟางสีรุ้ง 1 กระสอบ นำตัวส่ง สภ.แม่สาย ดำเนินคดี

พ.อ. สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบชายคนดังกล่าวลักลอบข้ามแม่น้ำสายไป ยังบริเวณท่ากะหล่ำ บ้านเหมือนแดงใต้ ในช่วงกลางคืน จึงได้วางกำลังไว้เพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเวลา 05.30 น.ชายคนดังกล่าวก็ได้ข้ามแม่น้ำสายกลับมา และได้สะพายเป้มาด้วย เมื่อข้ามแม่น้ำสายมาถึงฝั่งไทยแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับกุมในที่สุด สำหรับการลาดตระเวณในพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง ได้วางกำลังเพื่อตรวจเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการลำเลียงยาเสพติดและการลักลอบเข้าเมืองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัส โควิด-19ที่กำลังระบาดในประเทศเพื่อบ้านด้วย

บรรยากาศร้านขายโคมลอยสุดเหงาหลังจังหวัดประกาศห้ามปล่อยโคมลอยกระทง

ที่ชุมชนบ้านเมืองสาตร ต.หนองหอย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโคมหลากชนิด โดยทุกปีประชาชนต่างพากันมาซื้อโคมแขวน หรือโคมประดับหลากสีที่ตกแต่งตามบ้านเรือน หรือชุมชน และตามสถานที่จัดงานในจุดต่างๆ รวมไปถึงโคมลอย แต่ในปีนี้กลับพบว่าบรรยากาศการจำหน่ายสินค้านั้นซบเซาและเงียบเหงาเป็นอย่างมาก ถึงแม้แต่ละร้านจะนำโคมหลากสีสันทั้งโคมแขวนลวดลายต่างๆ และโคมที่ตั้งกับพื้น รวมไปถึงโคมขนาดต่างๆ มาวางไว้หน้าร้านเพื่อเตรียมจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีลูกค้าหรือออเดอร์เข้ามา อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายถึงกับระบุว่าเป็นปีที่การจำหน่ายสินค้าเงียบเหงาและซบเซามากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

ด้าน นางนงนุช ใจมุข อายุ 67 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายโคมณัฏฐณิชาโคมล้านนา ภายในชุมชนดังกล่าว เปิดเผยว่า สำหรับบรรยากาศการจำหน่ายสินค้าโคมล้านนาที่ร้านของตนในปีนี้ถือว่าเงียบมาก และมีการสั่งออเดอร์สินค้าเพีเล็กน้อยเท่านั้นตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าอีกไม่กี่วันนี้หรือช่วงสิ้นเดือนนี้ก็จะเป็นช่วงเทศกาลลอยกระทงหรือประเพณียี่เป็งแล้ว แต่ก็มียอดการสั่งซื้อสินค้าไม่มากเท่าที่ควร โดยขณะนี้ทางร้านก็ได้มีการเตรียมสินค้าที่ใช้ในการจำหน่ายไว้ เพราะเกรงว่าจะไม่พอขาย แต่เมื่อมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ที่ไม่มีลูกค้าก็ทำให้สินค้าไม่ได้ขาย อยู่ในสถานภาพกึ่งๆ กลางๆ จึงทำได้เพียงเตรียมของไว้ เพื่อรอดูสถานการณ์ในวันข้างหน้า ส่วนในเรื่องของโคมลอยที่หลังจากมีมาตรการบังคับเรื่องการปล่อยออกมาแล้วนั้นทางร้านก็ไม่ได้นำมาจำหน่ายอีกเลย เพราะเนื่องจากไม่มีคนซื้อด้วย และโคมที่พอจำหน่ายได้ในขณะนี้ก็จะเป็นโคมห้อย โคมแขวน ที่ส่วนใหญ่ประชาชนมักซื้อไปตกแต่ง หรือบูชาตามวัด แต่ก็ปริมาณไม่มาก เพราะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายอย่าง และผลกระทบจากการเกิดโควิด ประชาชนจึงลดค่าใช้จ่ายลง โดยในส่วนของร้านตอนนี้พบว่าโคมที่มีราคาถูกประมาณ 10-20 บาท ก็พอจะจำหน่ายได้ แต่โคมที่มีราคาสูงกว่านี้ก็แทบจะขายไม่ได้เลย

อย่างรก็ตามจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้หากเทียบกับช่วงปีก่อน และหลายปีที่ผ่านมา พบว่ามียอดการจำหน่ายที่ซบเซาลงอย่างมาก หากเทียบเป็นสัดส่วนก็ประมาณแบ่ง 4 ส่วน ได้เพียง 1 ส่วน แม้เทียบกับปีก่อนที่ว่ามีบรรยากาศการจำหน่ายที่ค่อนข้างเงียบเหงาอยู่แล้ว แต่ในปีนี้พบว่ายิ่งหนักกว่าปีก่อน และแทบที่จะไม่มียอดจำหน่าย หรือมียอดจำหน่ายที่ได้ไม่เท่าที่ควร แต่ทางร้านก็ยังคงมีการเตรียมสินค้าไว้ และรอลุ้นว่าในช่วงใกล้เทศกาลมากกว่านี้อาจจะพอจำหน่าย และมียอดสั่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง

ประกันสังคมเชียงใหม่Kick OffกิจกรรมHealthy Thailandพร้อมร่วมมือกับรพ.ลานนาเพื่อผู้ประกันตนอายุ50ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่โรงพยาบาลลานนา จ.เชียงใหม่ นางสาวลัดดา แซ่ลี้ ประกันจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่และสาขาฝาง ดำเนินการวันแรกของโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (kick off) Healthy Thailand เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกัน ตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศรัณยู มีทองคำ เป็นประธานในพิธี โดยในกิจกรรมเปิดตัวของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อผู้ประกันตนในวันนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการ สังกัดกระทรวงแรงงาน และ คณะผู้บริหารโรงพยาบาลลานนา นำโดยนพ.ดุสิต ศรีสกุล ร่วมพิธีเปิด ในการนี้มีผู้ประกันตน ของโรงพยาบาลลานนาทีมี อายุ 50 ปีขึ้นไป ร่วมรับการฉีดวัคซีน จำนวน 50 คน ณ โรงพยาบาลลานนา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นายศรัณยู มีทองคํา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง โครงการ “Healthy Thailand” ผู้ประกันตนตระหนักรู้ สุขภาวะที่ดี สู่ฐานวิถีชีวิตใหม่” ขับเคลื่อนนโยบาย Healthy Thailand นี้ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้หน่วยงานที่สังกัดในกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคม นำไปดำเนินการเป็นการเร่งด่วน เพื่อเป็นการป้องกัน ดูแลสุขภาพ ของผู้ประกันตน โดยมุ่งเน้นให้การคุ้มครองดูแล ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญของประเทศ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันมากกว่าการรักษา

ทางด้านนางสาวลัดดา แซ่ลี้ ประกันสังคม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงแรงงานได้จัดโครงการ “Healthy Thailand ผู้ประกันตนตระหนักรู้ สุขภาวะที่ดี สู่ฐานวิถีชีวิตใหม่” ให้ความรู้ด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาให้บริการทางการแพทย์ ดูแลสุขภาพให้แก่ผู้ประกันตนให้ได้รับการตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาโรค และเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงโรคเนื่องจากการทำงาน และโรคที่ไม่เนื่องจากการทำงาน มีการปรับสภาพแวดล้อม และสร้างความปลอดภัย จะส่งผลให้ผู้ประกันตน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปกับการรักษาพยาบาล และสามารถลดจำนวนวันลางาน รวมทั้งลดอัตราการเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ทำให้เกิดอันตราย พิการ และเสียชีวิตลงได้ จึงได้มีนโยบายด้านสิทธิประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรคของผู้ประกันตน เช่น การตรวจสุขภาพเชิงรุกแก่ผู้ประกันตน จำนวน 14 รายการ และมีการปรับปรุงเพิ่มสิทธิปรโยชน์ในรายการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบประกันสังคม กรณีฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) โดยผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปี2563 ฉีดฟรีไม่เสียค่าใช่จ่าย ปีละ 1 ครั้ง ในปีนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และ ตั้งแต่ปี 2564 จะให้บริการตั้งแต่วันที่1พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม เป็นประจำทุกปี โดยผู้ประกันตนสามารถขอรับบริการได้ที่โรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนสิทธิตนเองไว้เท่านั้น

สำหรับผู้ประกันตน ของโรงพยาบาลลานนา ที่มีอายุุ 50 ปีขึ้นไป สามารถเข้ามาขอรับสิทธิฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้แล้วนับจากวันนี้ จนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ที่ ห้องฉีดวัคซีนชั้น 1 อาคาร B และ ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลลานนา ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโทร. 052 134777 ต่อ 2114

เชียงคำเตรียมย้ายศาลหลักเมืองให้เด่นสง่าขอแรงชาวเชียงคำช่วยการสร้างให้เสร็จ

นายกนก ศรีวิชัยนันท์ นายอำเภอเชียงคำ จ.พะเยา เตรียมสร้างหอและย้ายศาลหลักเมืองไว้ที่แห่งใหม่ ทั้งนี้จากการลงพื้นที่บริเวณวัดพระแก้ว ต.เวียง อ.เชียงคำ จ.พะเยา พบว่า ศาลหลักเมืองเชียงคำที่ตั้งอยู่ทุกวันนี้ไม่ค่อยสวยสง่า โดยศาลดังกล่าวถูกตั้งไว้ข้างศาลาของวัด ทั้งนี้จึงได้เตรียมการสร้างและย้ายศาลหลักเมืองไว้อีกจุดหนึ่งบริเวณภายในวัดพระแก้ว

โดยนายกนก กล่าวว่า หลังจากที่ตนออกสำรวจเรื่องของจุดเด่นและแหล่งท่องเที่ยวใน อ.เชียงคำนั้นกลับพบว่าศาลหลักเมืองเชียงคำที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความเคารพบูชากลับถูกตั้งอยู่ในมุมของศาลาวัดซึ่งส่งให้เห็นภาพที่ไม่สวยงาม ทั้งนี้ตนจึงมีความคิดว่าควรย้ายให้อยู่บริเวณข้างพระวิหารในวัดพระแก้วซึ่งเป็นที่โล่งแจ้งและเหมาะแก่การที่ชาวบ้านจะเข้ามากราบไหว้ได้สะดวก ทั้งนี้ตนเองได้ให้วิศวกรออกแบบมาแล้วซึ่งจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 5 แสนบาทและตนเองจะให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนให้ได้เพื่อที่จะได้เฉลิมฉลองในวันปีใหม่ ในส่วนงบประมาณของการสร้างศาลหลักเมืองจุดใหม่นี้ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าประชาชนเป็นอย่างดีและตนเองเชื่อว่าศาลใหม่นี้จะทำให้ อ.เชียงคำกลับมาครึกครื้นอีกครั้งอย่างแน่นอนตามความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่

ทางด้านพระครูพิศาลนพกิจ เจ้าคณะตำบลเวียง เจ้าอาวาสวัดไชยพรม กล่าวเสริมว่า ศาลหลักเมืองดังกล่าวนี้ตนเองเห็นมีนานแล้วจำความได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ซึ่งตอนนั้นนายสมจิต ชัยชนะ ชาวบ้านในพื้นที่โดยขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นคนริเริ่มบูรณะขึ้นมาเพราะก่อนหน้านั้นเสาศาลหลักเมืองยังไม่มีศาลาให้ประดิษฐานพบอยู่ในกองดินในวัน นายสมจิตจึงเริ่มสร้างขึ้นมาจนมีการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ ทั้งนี้เมื่อตนเองทราบว่านายอำเภอเชียงคำจะมาช่วยบูรณะและย้ายจุดนั้นตนเองรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก โดยตนเองได้สั่งการให้พระจันทร์ กิตติสาโร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระแก้วให้หาจุดตั้งใหม่และมาได้ข้างพระวิหารของวัดนี้ซึ่งเป็นจุดโล่งแจ้งเห็นได้ชัดกว่าจุดเดิม ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับการสร้างศาลหลักเมืองจุดใหม่รวมทั้งจะมีพิธีบวงสรวงก่อนการสร้างในวันที่ 23 ต.ค.63 ที่จะถึงนี้ด้วยเช่นกัน

ชาวสวนภูซางหันปลูกโกโก้พืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่หวังสร้างกำไรในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านดอนไชย ม.10 ต.เชียงแรง อ.ภูซาง จ.พะเยา พบว่ามีชาวบ้านเกษตรกรบางส่วนที่เคยทำสวนยางพาราหรือสวนลำไยนั้นราคาขายกลับตกต่ำลงเรื่อย ๆ ในบางปี จนมาได้ค้นพบว่าโกโก้คือพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่กำลังมาแรงและให้ราคางามและจึงได้ริเริ่มหันมาทดลองปลูกต้นโกโก้ โดยนายอนนต์ กันทะเนตร อายุ 62 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านดอนไชย ม.10 ต.เชียงแรง ได้นำเอาต้นโกโก้มาทดลองปลูกในพื้นที่สวนยางพาราของตนเอง

โดยนายอนนต์ กล่าวว่าก่อนหน้านั้นตนเองทำทั้งการปลูกยางพารา การทำสวนลำไยและการเพาะปลูกข้าว แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันนี้พื้นเศรษฐกิจเหล่านี้กลับให้ราคาที่น้อยลงจนทำให้ตนเองต้องหาทางในการจุนเจือครอบครัวและสร้างความรู้ให้กับชุมชนที่ตนเองอาศัย ซึ่งตนเองเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อน จนมาล่าสุดลูกสาวของตนเองคือ น.ส.ฝนทอง กันทะเนตร ได้แนะนำมาว่าให้ทดลองปลูกต้นโกโก้ดูเพราะราคาขายนั้นแพงมาก ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นตนเองก็ได้เดินทางไปที่สหกรณ์ จ.พิษณุโลกเพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับในเรื่องของการปลูกต้นโกโก้และพบว่าพืชตัวนี้ให้ผลผลิตและราคาได้ดีมาก จึงได้ปรึกษากับลูกสาวของตนเองและได้ริเริ่มนำมาทดลองปลูกในสวยยางพาราของตนเอง และนอกจากนี้ลูกสาวของตนเองได้ทำสัญญาผูกขาดกับทางบริษัทในต่างประเทศถึงการขายผลของต้นโกโก้ด้วย โดยทางบ้านเราส่วนใหญ่ยังพบว่ามีการแปรรูปน้อยมาก จึงขอเก็บผลผลิตขายเพื่อส่งออกดีกว่า ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง กก.ละ 100 บาทสำหรับผลที่แห้ง ส่วนผลดิบนั้นมีประกันราคาถึง กก.ละ 10 บาท

ทั้งนี้ตนเองจึงได้มาทดลองปลูกในสวนยางพาราของตนเองที่มีเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งจะต้องรอดูผลผลิตอีก 3 ปีข้างหน้า และนอกจากนี้ยังนำกล้าต้นโกโก้มาจำหน่ายให้ชาวบ้านและผู้ที่สนใจจะปลูกพืชทางเลือกใหม่นี้ในราคาต้นละ50 บาท ส่วนปุ๋ยที่ใส่ต้นโกโก้นั้นตนเองจะแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น โดยไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด ส่วนใครที่สนใจจะนำกล้าไปขายนั้นตนเองก็ยินดีที่จะแบ่งขายพร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกต้นโกโก้นี้ด้วยสำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจจะปลูกต้นโกโก้หรือหาข้อมูลในการปลูกพร้อมทั้งสอบถามราคาก็สามารถติดต่อมาได้ที่นายอนนต์ กันทะเนตร อดีตผู้ใหญ่บ้านดอนไชย ม.10 หมายเลขโทรศัพท์ 083-3234013 ได้ตลอดเวลา

ทางด้านนายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ นายอำเภอภูซาง จ.พะเยา กล่าวเสริมว่า ในพื้นที่ของอำเภอภูซางนี้พบว่าเริ่มมีเกษตรกรหันมาทดลองปลูกต้นโกโก้นี้แล้วจำนวน 3-4 ราย และบางรายยังจำหน่ายกล้าต้นโกโก้นี้ด้วย ทั้งนี้ตนเองมองว่าพืชตัวนี้ทางอำเภอยังไม่ได้มีการส่งเสริมให้ปลูกและก็ไม่ได้ห้ามปลูกแต่อย่างใด เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในช่วงของการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรที่กำลังจะหันมาปลูกต้นโกโก้นั้นจะมีจุดรับซื้อที่ชัดเจนและให้ราคาที่สูง มากกว่าที่จะมาหลอกให้ซื้อกล้าไปปลูกแต่ไม่มีจุดรับซื้อ ซึ่งเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ในส่วนของการแปรรูปนั้นพบว่าเวลานี้ในส่วนของภาคเหนือนั้น มีเพียง จ.ลำปาง และ จ.เชียงใหม่ เท่านั้นที่แปรรูปผลผลิตพืชตัวนี้ได้ แต่ถ้าหากมีการนำส่งออกขายให้ยังบริษัทในต่างประเทศพร้อมทั้งให้ราคาที่สูงนั้นก็อาจจะส่งเสริมการปลูกต้นโกโก้นี้ให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ในอนาคตด้วยเช่นกัน

ทหารฉก.ม.3กองกำลังผาเมืองยึดยาบ้าร่วมสองล้านเม็ดที่ชายแดนแม่สาย

ที่ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด บ้านผาหมี ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พล.ต.นฤทธิ์ ถาวรวงษ์ ผบ.กองกำลังผาเมือง ร่วมกับ ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สาย ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวหลังจากที่ ร้อย ม.2 ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมืองตรวจยึดบาบ้า จากคาราวานลำเลียงยาเสพติด โดยสามารถตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวน 13 เป้ โดยเป็นยาบ้าจำนวน 1,950,000 เม็ด

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ทหารจากร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.3 ได้จัดกำลังลาดตระเวณเฝ้าตรวจในพื้นที่รับผิดชอบจนกระทั่งถึงบริเวณป่าเขาติดพื้นที่ชายแดน เขตบ้านผาหมี ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มคนต้องสงสัย เดินฝ่าความมืดลัดเลาะป่าเขามาผ่านมา ประมาณ 15 คน พร้อมเป้สะพายหลัง จึงได้แสดงตัว เพื่อทำการตรวจค้นแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไหวตัวทันพากันวิ่งแตกตื่นหลบหนีโดยอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่วิ่งหลบหนีไปทำให้ไม่สามารถจับกุมตัวได้และทิ้งกระเป๋าเป้บรรจุยาบ้าทิ้งไว้ จากนั้นทาง ร้อย ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม.3 จึงได้จัดกำลังค 8 ชุดปฏิบัติการ เพื่อควบคุมพื้นที่เกิดเหตุเพิ่มเติม และสกัดการหลบหนี จนกระทั่งเวลา 06.30 น.วันที่ 15 ต.ค. ทางเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเป้สะพายหลังซึ่งดัดแปลงจากกระสอบลายสีรุ้ง จำนวน 13 เป้ เมื่อตรวจสอบภายในพบว่าเป็นยาบ้า โดยเบื้องต้นคาดว่ามีเป้ละ 150,000 เม็ด รวมประมาณ 1,950,000 เม็ด

พล.ต.นฤทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงนี้ทางเราได้มีการป้องกันเข้มงวดทางชายแดนทั้งการป้องกันยาเสพติดและการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้มีการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในการป้องกันแนวชายแดน ซึ่งทางกองกำลังผาเมืองได้มีการเพิ่มการป้องกันทั้งการวางลวดหนามป้องกัน และการเพิ่มกำลังในการลาดตระเวณตามแนวชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาของบุคคลตามแนวชายแดนและยังเป็นการสกัดกั้นขบวนการขนยาเสพติดเข้ามาในประเทศด้วย

ทหารตรวจเข้มชายแดนไทย-เมียนมาด้านอ.แม่สายหวั่นโควิดข้ามแดนระบาดในไทย

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด -19 ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ตรงกันข้ามพื้นที่ จ.เชียงราย ได้มีการใช้มาตรการคุมเข้มป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการตั้งจุดตรวจบนถนนเชื่อมระหว่างเมืองทุกเมืองในเขตรัฐฉานตะวันออก โดยมีการตั้งจุดตรวจบนถนน เพื่อคัดกรองผู้ที่จะผ่านเส้นทางระหว่างเมือง อย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่ภายในตัวเมืองท่าขี้เหล็กเจ้าหน้าที่เมียนมาได้มีการปิดสถานบันเทิงและร้านต่างๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป และยังคงมาตรการห้ามออกจากเคหะสถาน ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนถึงเวลา 04.00 น. โดยล่าสุดได้มีการประชุมหารือเกี่ยวกับมาตราการป้องกันโควิด-19 ที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยได้รับการประสานงานจากศูนย์ประสานงานชายแดนส่วนท้อถิ่น ไทย – เมียนมา หรือ TBC โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ฝ่ายปกครอง ศุลกากร หอการค้า ของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วม โดยฝ่ายไทยได้ขอให้ทางเมียนมาตรวจโควิด -19 กับคนขับรถตู้เพราะมีความเสี่ยงมาก และเพื่อความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย ทางไทยพร้อมช่วยเหลือในการตรวจหากทางเมียนมาไม่มีงบประมาณในการตรวจ ส่วนทางฝั่งไทยได้ตรวจโควิดให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติอยู่ที่ด่านและคนขับที่อยู่ฝั่งไทยทุกคนแล้วเบื้องต้นยังไม่พบผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงให้ดูแลตรวจควบคุมตามลำน้ำสายเพื่อป้องกันคนลักลอบข้ามมาฝั่งไทย ทางด้าน หอการค้าไทยได้ขอความร่วมมือเรื่องคนขับรถแก๊สและน้ำมัน เพื่อความปลอดภัยอยากให้คนไทยเป็นคนขับเข้าไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นคนเมียนมาและคนขับจะให้ตรวจโรคโควิดก่อนเข้าที่ทางฝั่งไทยและให้ทางเมียนมาตรวจซ้ำอีกครั้ง สำหรับสถานการณ์โควิด -19 ที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ทางการเมียนมายืนยันว่ายังไม่มีผู้ป่วย และได้มีมาตราการที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเช่นกัน

ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกองกำลังผาเมือง ได้สั่งการให้มีการจัดกำลังเข้มงวดตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามพรมแดน และการแพร่ระบาดของโรค ตามนโยบายของ แม่ทัพภาคที่ 3 ที่ได้สั่งการ เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน และสกัดกั้น แรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดย หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง ให้กองร้อยที่มีพื้นที่รับผิดชอบติดพื้นที่ชายแดน ทำการ ลาดตระเวน เฝ้าตรวจ วางลวดหนามตามจุดพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง จะเข้ามาแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สาย และ อ.เชียงแสน เพื่อป้องกันการระบาดภายในประเทศ ซึ่งทางกองกำลังผาเมืองจะยังคงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

 

เอาอยู่หรือไม่ยกระดับเข้มงวดชายแดนไทยหลังเมียนมาล็อคดาวน์หลายเมืองสกัดโควิด19ระบาดล่าสุดรวบชาวจีนหนีตายข้ามแดนได้อีก

พ.อ. สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ผบ.ฉก.ม.3 สั่งการให้ ร.ท.อลงกรณ์ ปั๋นหน่อ ผบ.ร้อย.ม.4 บก.ควบคุม ที่ 2 ฉก.ม.3 จัดกำลังออกลาดตระเวณขณะที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณ ท่าต้นขี้เหล็ก บ้านป่าซางงาม ม.6 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตรวจพบชาย 2 คนเดินฝ่าความมืดไปยังริมแม่น้ำสาย และเวลาต่อมาได้เดินกลับขึ้นฝั่งมาพร้อมกับบุคคลต้องสงสัยอีก 4 คน เจ้าหน้าที่ทหารจึงแสดงตัวขอตรวจค้น เมื่อชายทั้ง 2 คนเห็นเจ้าหน้าที่จึงวิ่งหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่จึงสามารถจับตัวได้แค่ 4 คน จึงนำตัวทั้ง 4 คนกลับมาสอบสวนที่ฐานปฏิบัติการ จากการสอบถามบุคคลทั้ง 4 เป็นชาวจีน มี หญิง 1 คนอายุ 25 ปีและชายอีก 3 คน อายุ 24 ปี 1 คน , อายุ 26 ปี 1 คนและอายุ 29 ปี 1 คน จากการสอบสวนเบื้องต้นทุกคนให้การว่าได้ข้ามมาจากประเทศเมียนมา จะข้ามมาที่ประเทศไทย เพื่อรอโทรศัพท์จากเจ้านายอีกทีว่าจะให้ไปที่ไหน หลังถูกจับกุมได้มีชายโทรศัพท์เข้ามาเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัว แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ จึงนำตัวคนจีนทั้งหมดส่งให้ ร.ต.อ. วีรพงษ์ ทะรา รอง สว (สอบสวน) สภ.เกาะช้าง เจ้าหน้าที่ได้ทำการวัดไข้เบื้องต้น ทั้งหมดอุณหภูมิร่างกาย ปกติไม่มีผู้ใดมีไข้ เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนและลงบันทึกการจับกุมเพื่อส่งดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ในช่วงเวลา 07.00น.วันที่ 11 ต.ค.63 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.เชียงแสน ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาควาามสงบในแม่น้ำโขง (นรข.)เขตเชียงแสน จ.เชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มผู้ต้องสงสัยคาดว่าเป็นชาวจีนจำนวน 6 คน ที่บริเวณชายแดนใกล้กับ สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยสามารถควบคุมได้ 2 หลบหนีไปได้ 4 คน ไปทางบ้านสบรวก ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยทางฝ่ายปกครอง อ.เชียงแสน ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับทางผู้นำชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงคอยสอดส่องภายในหมู่บ้านของตนเอง รวมไปถึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตามต่อไป

ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด -19 ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ตรงกันข้าม อ.แม่สาย ได้มีการใช้มาตรการคุมเข้มป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19โดยมีการใช้มาตรการตั้งจุดตรวจบนถนนเชื่อมระหว่างเมืองทุกเมืองในเขตรัฐฉานตะวันออก โดยมีการตั้งจุดตรวจบนถนนน 6 เส้นทางเพื่อคัดกรองผู้ที่จะผ่านเส้นทางระหว่างเมือง โดยหากมีความประสงค์ที่จะผ่านทางจะต้องเสียค่าผ่านทางเพื่อตรวจโรคเป็นเงินประมาณ 2,000 จ๊าด ทำให้ถนนตามเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่รายรอบ จ.ท่าขี้เหล็ก ติดกับ อ.แม่สาย มีการตั้งจุดตรวจดังกล่าวอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้พบว่าถนนเส้นติดแม่น้ำโขงชายแดน เมียนมา-สปป.ลาว ก็มีการตั้งจุดตรวจตรงด่านเมืองเลนที่เชื่อมระหว่างท่าขี้เหล็กไปยังเมืองเชียงลาบที่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงเมียนมา-สปป.ลาว และถนนระหว่างท่าขี้เหล็ก-สามเหลี่ยมทองคำ ติดกับแม่น้ำโขงชายแดนไทย-เมียนมา-สปป.ลาว มีการตั้งจุดตรวจตรงบ้านห้วยดินดำ ขณะที่ภายในตัวเมืองท่าขี้เหล็กเจ้าหน้าที่เมียนมาได้มีการปิดสถานบันเทิงและร้านต่างๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป และยังคงมาตรการห้ามออกจากเคหะสถาน ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนถึงเวลา 04.00 น. โดยนายอูมิ้น ไหน่ ผู้ว่าราชการ จ.ท่าขี้เหล็ก ได้นำเจ้าหน้าที่ควบคุมปฏิบัติการดังกล่าวด้วยตัวเอง

สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อในเมียนมา ณ วันที่ 11 ต.ค.63 พบว่า มีผู้ติดเชื้อสะสม 26,064 คน เป็นผู้ติดเชื้อใหม่พบเมื่อ 10 ต.ค. 63 จำนวน 2,158 คน ผู้เข้าข่ายเฝ้าระวัง อยู่ในสถานกักตัว 15,581 คน รักษาหาย 7,050 คน เสียชีวิต 598 คน จำนวนผู้ติดเชื้อแยกตามรัฐต่างๆ ที่ กรุงย่างกุ้ง 18,961 คน รัฐยะไข่ 1,900 คน ภาคพะโค 698 คน ภาคมัณฑะเลย์ 628 คน ภาคอิระวดี 494 คน รัฐมอญ ติดกาญจนบุรี 389 คน กรุงเนปิดอ 202 คน ภาคสะกาย 151 คน ภาคมะกวย 121 คน รัฐคะฉิ่น 72 คน ภาคตะนาวศรี ติดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบฯ ชุมพร ระนอง 66 คน รัฐกะเหรี่ยง ติดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี 64 คน รัฐฉาน ติดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน 46 คน รัฐชิน 41 คน รัฐคะยา ติดแม่ฮ่องสอน ไม่มีผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์ที่โควิด19ระบาดอย่างหนักในเมียนมาขณะนี้ ทางการไทยจึงยกระดับความเข้มงวดตามแนวชายแดนมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันเชื้อโควิด 19 ข้ามแดนเข้ามาระบาดในประเทศ

ครบรอบ44ปีทหารพัฒนาหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่36พัฒนาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนแม่ฮ่องสอน

ที่กองบังคับการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ทำบุญคล้ายวันสถาปนาหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 ครบรอบ 44 ปี ที่เข้ามาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี พันเอก ยุทธชัย จันทรวิภาค รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 3 เป็นประธาน และ ส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่อำเภอสบเมย อ.แม่สะเรียง ร่วมพิธีทำบุญทางศาสนาอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลของหน่วย ฯ ที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนมาตั้งแต่ปี 2519 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ตั้งกองบังคับการอยู่ที่บ้านคอนผึ้ง ต.แม่คะตวน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้เข้ามาช่วยเหลือเสริมงานพัฒนาสร้างความอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามนโยบายของรัฐบาล และกองบัญชาการทหารสูงสุด ตั้งแต่ วันที่ 9 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาถึง 44 ปี

ภารกิจของหน่วย ฯ รับผิดชอบทุกอำเภอในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าไปพัฒนาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารสร้างเส้นทางคมนาคม ถนนหนทางนับเป็นปัจจัยสำคัญในการนำความเจริญเข้าไปสู่ท้องถิ่น นำผลผลิต ของผู้คนออกมาสู่ตลาด อีกทั้งยังเป็นปัจจัยในการดำรงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนอย่างยั่งยืน มีทั้งถนนลูกรังบดอัดแน่น จนมาเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และถนนลาดยาง ไปแล้วกว่า 2,000 กิโลเมตร งานส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ ผสมเทียมแม่โคพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร การพัฒนาแหล่งน้ำ ขุดสระเก็บน้ำ ขุดคลองส่งน้ำ หรือสร้างฝายกั้นน้ำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชุมชน เอื้อต่อการประกอบอาชีพ รวมทั้งการพัฒนาชุมชนและสาธารณูปการ สร้างถนนภายในหมู่บ้าน สร้างระบบประปาหมู่บ้าน ระบบประปาภูเขา การสร้างถังเก็บน้ำฝน พร้อมทั้งการสาธารณสุข เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร การมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่ถูกหลักสุขอนามัย การป้องกันโรค การวางแผนครอบครัว ให้บริการตรวจรักษาโรคแก่ประชาชน โดยไม่คิดมูลค่า และจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ออกไปให้บริการถึงหมู่บ้าน เพื่อบรรเทาปัญหา การขาดแคลนแพทย์ในชนบท รวมทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านสุขภาพอนามัยอีกด้วย ให้การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพทางการศึกษาให้แก่เยาวชน อันเป็นทรัพยากรล้ำค่าของชาติ โดยการส่งเสริมการศึกษาในโรงเรียน เช่น สร้างอาคารเรียน จัดหาอุปกรณ์การเรียน การกีฬา ทุนการศึกษา และส่งเสริมการศึกษานอกโรงเรียน เช่น การจัดตั้งศูนย์เยาวชน การฝึกอาชีพให้แก่เยาวชน รวมทั้งการขยายโอกาส ทางการศึกษาและฝึกอาชีพแก่ทหารกองประจำการ เพื่อใช้ประกอบอาชีพ และก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการ พัฒนาท้องถิ่นในอนาคต โดยไม่ละเลยที่จะเน้นให้เยาวชนและประชาชนรำลึกถึงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนศาสนาอันเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความดีงามไปพร้อม ๆ

ตลอดจนปลูกฝังอุดมการณ์รักและเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่ประชาชน ด้วยสื่อทุกชนิดที่หน่วยมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น หอกระจายข่าว สถานีวิทยุกระจายเสียงของหน่วย ตลอดจนการใช้สื่อบุคคล ด้วยการจัดชุดพัฒนาการเคลื่อนที่ออกไปเยี่ยมเยียน เพื่อช่วยเหลือประชาชน และรับรู้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆในแต่ละชุมชนอย่างสม่ำเสมอ การสังคมสงเคราะห์และอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่เดือดร้อน ได้รับความสูญเสีย ในยามที่เกิดภัย ไม่ว่าจะเป็น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย ภัยแล้ง ภัยหนาว ภัยจากการสู้รบบริเวณชายแดน หรือภัยอันเกิดจากอุบัติเหตุที่ส่งผลถึงผู้คนจำนวนมาก จะกระทำในนาม ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.นทพ.) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติหลัก ในงานบรรเทาสาธารณภัย ของกองบัญชาการกองทัพไทย และแม้กระทั่งในยามปกติ พี่น้องประชาชนที่ยากจน หรือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน ก็ถือเป็นหน้าที่ที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จะต้องดูแล ให้ความช่วยเหลือดูแลให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดีตามนโยบายของรัฐบาลและกองบัญชาการกองทัพไทยตลอดไป

ชาวบ้านเขตเลือกตั้งที่8จ.เชียงใหม่ยื่นหนังสือกกต.เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับสุรพล เกียรติไชยากร หลังศาลตัดสินไม่ได้กระทำผิดพรบ.เลือกตั้งสส.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านเขต 8จ.เชียงใหม่ นำโดยนายพิชิต ตามูล หรือดาบชิต แกนนำคนเสื้อ แดงเชียงใหม่ ได้เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ขอความเป็นธรรมให้กับนายสุรพล เกียรติไชยากร โดยหนังสือดังกล่าวมีใจความสำคัญว่า หลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกคำร้อง กรณีที่ได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการธุจริตการเลืออกตั้งของนายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย โดยศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่านายสุรพล เกียรติไชยากร ไม่ได้กระทำการอันเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และไม่ได้กระทำการอันเป็นการทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และการใช้อำนาจตามมาตรา 225 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ของคณะกรรมการ กกต. ไม่ได้กระทำตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เร่งรีบดำเนินการ อันเป็นข้อสงสัยเคลือบแคลงแก่ประชาชน ซึ่งในวันนี้ประชาชนใน พื้นที่เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยชาวบ้านในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอสันป่าตอง และอำเภอแม่วาง ถึงได้รวมตัวกัน เพื่อแสดงจุดยืนและเจตนารมณ์ให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้ความเป็นธรรมและคืนคะแนนเสียงให้กับประชาชน

ด้านนายพิชิต ตามูล หรือดาบชิต ได้เปิดเผยว่า การรวมตัวกันในวันนี้เป็นการเรียกร้องทวงถามสิทธิ์ ในการเลือกผู้แทนราษฎรในพื้นที่เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ในครั้งแรกนั้นประชาชนได้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็น ผู้แทนราษฎรในเขตพื้นที่ แต่ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง และได้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ภายหลังทางศาลฎีกาได้มีการพิจารณาแล้วยกคำร้องกรณีดังกล่าว ซึ่งในวันนี้นางประชาชนจึงได้มารวมตัวกันเพื่อต้องการให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ ออกมาตอบคำถามกับสังคมเกี่ยวกับการเลือกตั้งดังกล่าว ว่าสิทธิของประชาชนเหล่านี้จะอยู่ตรงไหน และจะให้ความเป็นธรรมอย่างไรกับประชาชน และทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่จะให้ความเป็นธรรมและคืนคะแนนเสียงให้กับประชาชนได้หรือไม่ ซึ่งหลังจากมีการยื่นหนังสือในวันนี้ ทางกลุ่มชาวบ้านจะให้เวลาทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งหากไม่ได้คำตอบในอาทิตย์หน้าเราจะมารวมตัวกันมาอีกครั้ง เพื่อติดตามทวงถามคำตอบต่อไป