คุมตัวโชเฟอร์รถตู้โหดฆ่าปาดคอเศรษฐีนีใจบุญทำแผนสารภาพสิ้นขอยืมเงินคนตาย3แสนกลับได้แค่2หมื่นโมโหไม่ช่วยเหลือทั้งที่รู้จักกันมานาน5ปีติดหนี้ตกงานแถมติดพนันออนไลน์หนี้สินล้นถูกทวงทุกวันตำรวจไม่ปักใจเชื่อประเด็นทรัพย์สินผู้ตายหายอีกอื้อให้การวกวนตามทวงคืนญาติให้หมด

จากกรณี น.ส. สวย(นามสมมุติ) อายุ 70 ปี เศรษฐีใจบุญ ถูกนายนวฤทธิ์ อายุ 37 ปี ชาวอ.สันทราย จ.เชียงใหม่ คนขับรถตู้ ฆ่าปาดคอแล้วลากศพไปทิ้งอำพราง ในป่าละเมาะริมถนนสายแม่ออน – แม่ตะไคร้ ถนนหมายเลข 1230 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19 ถึง 20 บ้านสหกรณ์ 6 ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ก่อนจะหลบหนีไปจังหวัดเชียงราย และถูกตำรวจจับกุมตัวได้ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ข่าวคืบหน้า พ.ต.อ.คมสันต์ สะอาดล้วน ผกก.สภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พร้อมทีมพนักงานสอบสวน และชุดสืบสวน ควบคุมตัวนายนวฤทธิ์  ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณป่าริมถนนสายแม่ออน-แม่ตะไคร้ ถนนหมายเลข 1230 ระหว่าง กม. 19-20 ต.สหกรณ์  อ.แม่ออน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องได้ใช้มีดฆ่าปาดคอ และแทงท้อง น.ส.สวย เมื่อวันที่ 11กค.ที่ผ่านมาก่อนจะลากศพทิ้งป่าข้างทาง และไปทำแผนจุดอื่นๆ เช่น ตอนย้อนกลับเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สินของผู้ตายที่ห้องพักคอนโดมิเนียม ยาสนช้างคลาน ของผู้ตาย รวมทั้งจุดที่เอาตู้เซฟไปโยนทิ้งน้ำ ก่อนนำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมและจะนำตัวฝากขังศาลจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

จากการสอบปากคำและนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ นายนวฤทธิ์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและให้ความร่วมมือกับทางตำรวจด้วยดี และยอมรับสารภาพในการก่อเหตุฆ่า น.ส.สวย แต่ยังให้การวกวนเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายที่คนร้ายได้ไป โดยผู้ต้องหามีปัญหาเรื่องการเงินหนักมากและมีหนี้สินกว่า 8 แสนบาท ทั้งค่างวดรถตู้ที่ขาดส่ง ค่าบ้าน ค่าหนี้อื่นอีกจำนวนหนึ่ง สาเหตุเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ไม่มีแขกรถตู้ไม่ได้วิ่ง จึงถูกเจ้าหน้าทวงเงินที่ค้างจ่ายและติดหนี รวมทั้งนายนวฤทธิ์  ชอบเล่นพนันออนไลน์ด้วย ที่ผ่านมาติดหนี้และเสียเงินไปจำนวนมาก ทำให้เครียดหนัก ต้องหาเงินมาใช้หนี้โดยเร็วที่สุด จึงเอ่ยปากขอยืมเงินจำนวน 3 แสนบาท จาก น.ส.สวย ระหว่างทางไปส่งทำบุญเพราะรู้จักและขับรถรับส่งกันมานานกว่า 5 ปี แต่ นส.สวย ไม่ให้ยืมเงิน 3 แสนบาท ตามที่เอ่ยปากขอแต่จะช่วยเหลือได้แค่ 2 หมื่นบาทเท่านั้น ทำให้เกิดความโกรธและบันดาลโทสะข่มขู่จะขอยืมเงินจำนวนนี้ให้ได้ ผู้ตายได้ใช้โทรศัพท์ขอความความช่วยเหลือจากผู้อื่นให้มารับ คนร้ายจึงขับรถเข้าป่าข้างทางแล้วจอดนำมีดออกมาขุมขู่จับล็อคแล้วใช้มีดปาดคอ ลากเข้าไปในป่าลึกราว 20 เมตร แล้วจ้วงแทงซ้ำอีกหลายครั้งจนเสียชีวิตหลังลงมือแล้วได้ทิ้งศพไว้ตรงนั้นแล้วขับรถตู้ ไปที่คอนโดของ น.ส.สวย โดยขับผ่านกล้องวงจรปิด ทำเหมือนว่ากลับมาส่ง น.ส.สวย แล้ว ก่อนจะแอบขึ้นคอนโด เข้าค้นห้องหาของมีค่าก็เจอแต่ตู้เซฟ จึงยกตู้เซฟออกมาด้วยแต่เปิดไม่ได้ จึงเอาโยนทิ้งคันคลองชลประทาน ส่วนทรัพย์สินติดตัว น.ส.สวย มีเงินสดจำนวน 20,000 บาทก็เอาไปด้วย

ทางตำรวจเรายังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาประเด็นทรัพย์ของผู้ตายที่หายไปเพราะให้การหลายครั้งไม่เหมือนกัน ต้องหาหลักฐานพยานเชื่อมโยงอีกครั้ง เพราะตอนก่อนที่ผู้ตาย จะออกไปกับผู้ต้องหา ผู้ตายพึ่งไปเบิกเงินสดจำนวน 8 แสนบาท มาแต่ตอนนี้เงินตรงนี้หายไป และยังมีทรัพย์สินเช่นสร้อย แหวน ที่ยังไม่รู้ว่าหายไปไหนจึงต้องรอให้ทางญาติของผู้ตายมายืนยันอีกครั้ง ซึ่งจะตรวจสอบว่าผู้ต้องหานำเงินไปใช้อะไร โอนให้ใคร มีคนใกล้ชิดของผู้ต้องหาได้รับเงินอะไรบ้างไหม หากเกี่ยวกับของผู้ตายตำรวจก็จะดำเนินการเอากลับคืนมาทั้งหมด ส่วนตู้เซฟนั้นทางตำรวจได้มาแล้วหลังคนร้ายนำไปโยนทิ้ง และยังไม่สามารถเปิดดูข้างในว่ามีทรัย์สินอะไรบ้าง เพราะไม่ทราบระหัส ซึ่งจะได้ปรึกษาญาติของผู้ตายและให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำการเปิดต่อไป

ฆ่าปาดคอเศรษฐีนีใจบุญวัย70ปีลากศพทิ้งป่าละเมาะแม่ออนรวบหนุ่มวัย38ปีคนขับรถตู้สารภาพพาไปทำบุญทะเลาะกันระหว่างทางบันดาลโทสะพลั้งมือฆ่าก่อนยกตู้เซฟหนี

พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผบก.สส.ภ.5 พ.ต.อ.คมสันต์ สอาดล้วน ผกก.สภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พร้อมพวก จับกุมนายนวฤทธิ์ อายุ 37 ปีชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดี ข้อหา”ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา ข่อนเร้นปิดบังอำพรางศพ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 กค.ที่ผ่านมา ญาติของ น.ส.สวย (นามสมมุติ) อายุ 70 ปี เข้าแจ้งความกับตำรวจว่า น.ส.สวย ได้นั่งรถตู้ออกจากคอนโด แล้วหายตัวไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยทั่วก็พบว่ารถตู้ดังกล่าวหมายเลขทะเบียน ฮจ 1536 เชียงใหม่ สีขาว มีนายนวฤทธิ์ เป็นเจ้าของรถ ได้ขับมารับ น.ส.สวย ออกจากคอนโด หลังจากนั้นเดินทางไปท่องเที่ยวที่บ้านแม่คำปอง อ.แม่ออน สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรถตู้ดังกล่าวไว้แวะจอดบริเวณป่าริมถนนสายแม่ออน – แม่ตะไคร้ ถนนหมายเลข 1230 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 19-20 บ้านสหกรณ์ 6 ต.บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ก่อนจะมีพยานเห็นคนร้ายเป็นชายลาก น.ส.สวย ลงจากรถแล้วฉุดกระชากหายเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง

ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปกครองจึงระดมคนปูพรมคนหาพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว กระทั่งเช้ามืดวันที่ วันที่ 17 ก.ค. จึงพบศพของ น.ส.สวย สภาพศพถูกมีดปาดคอ เป็นแผลยาวและมีรอยถูกแทงด้วยมีดที่ท้องและลำตัวจำนวนหลายแผล นอนจมกองเลือดเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ ตำรวจชุดสืบสวนได้ไล่ล่า นายนวฤทธิ์ ฆาตกรโหดนี้ทันทีพบว่าหลบหนีไปที่ จ.เชียงราย และจับกุมตัวมาสอบสวนก็ให้การรับสารภาพว่า ได้ลงมือฆ่า น.ส.สวย จริง วันเกิดเหตุไปรับผู้ตายที่คอนโดมิเนียม ย่านถนนช้างคลาน หลังจากนั้นไปบริจาคสิ่งของให้กับเด็กที่วัดในพื้นที่บ้านแม่กำปอง ขากลับมาถึงที่เกิดเหตุได้ชวนผู้ตายลงจากรถมาพูดคุยเพื่อตกลงปัญหาบางอย่างกัน แต่ตกลงไม่ได้มีปากเสียงทะเลาะ จึงเกิดบันดาลโทสะใช้มีดปอกผลไม้ ที่อยู่ในรถตู้มาปาดคอและจ้วงแทงที่ท้องแล้วลากศพลงป่าข้างทาง หลังลงมือขับรถตู้กลับเข้าตัวเมืองมาที่ห้องที่คอนโดมิเนียมของผู้ตายแล้วยกตู้เซฟในห้องขึ้นรถไป แต่ไม่ทราบรหัสตู้เซฟทำให้เปิดไม่ได้ จึงนำตู้เซฟไปโยนทิ้งในบ่อน้ำ ในคันคลองชลประทาน ต.แม่เหียะ จากนั้นจึงกลับไปบ้านพักในอำเภอสันทราย เก็บข้าวของแล้วหลบหนีไปยังจังหวัดเชียงราย จนถูกจับกุมตัว

ตามแนวทางสืบสวนสอบสวนทราบวาส น.ส.สวย เป็นเศรษฐีนีมีฐานะร่ำรวย ใจบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีญาติพี่น้องอยู่ที่ปรเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งขายที่ดินได้ผืนหนึ่ง ใน อ.สะเมิง ราคาหลายสิบล้านบาท มาซื้อคอนโดอยู่ย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ รู้จักับผู้ต้องหานานแล้วและเรียกใช้บริการรถตู้ของนายนวฤทธิ์ เวลาไปทำบุญและไหนมาไหนตลอด และ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ให้การว่าไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ส่วนลงมือทำเพียงคนเดียวไม่มีบุคคลอื่นร่วมด้วย ซึ่งนายนวฤทธิ์ ยังไม่ยอมให้การในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ตาย และสาเหตุที่ลงมือฆ่า ซึ่งทางตำรวจจะสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง

“รฎาวัญ”ช่วยเหลือคนติดโควิด-19สร้างภูมิคุ้มกัน9วิธีกินยาไทยของโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติส่งให้ฟรีถึงบ้าน

นางรฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้จัดโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติร่วมกับสภาครูแพทย์แผนไทย ทับลานคลินิกการแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยอาสาจำนวนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2564 เป็นต้นมา ได้เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้ป่วยที่มีอาการ เจ็บคอ ไอ มีไข้ ไม่สามารถไปรักษาที่ตัวโรงพยาบาลได้ ต้องกักตัวรอเตียงอยู่ในบ้าน โดยไม่มียารับประทานเป็นจำนวนกว่า 10,000 คน แต่สามารถผลิตตำรับยาแผนไทยส่งให้รับประทานที่บ้านได้เพียง 2,000 คนเท่านั้น เราพบว่าในจำนวนนี้หลายคนมีอาการน่าเป็นห่วง คือมีไข้สูง อาเจียน แน่นหน้าอก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส อ่อนเพลียไม่มีแรง แต่ก็ไม่มีโรงพยาบาลใดส่งรถไปรับอ้างว่าเตียงเต็มแล้ว และมีจำนวนไม่น้อยที่รับแจ้งทางโทรศัพท์หลังการตรวจแล้วว่าติดเชื้อให้กักตัวที่บ้านโดยไม่มีเอกสารยืนยันเลย นับว่าเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงมาก

นางรฎาวัญ กล่าวว่าคณะแพทย์แผนไทยช่วยชาติเราทำงานกันด้วยจิตอาสาออกค่าใช้จ่ายกันเอง มีประชาชนร่วมบริจาคยาและค่าผลิตยาแผนไทยมาส่วนหนึ่ง พบว่าคนที่ได้รับประทานยาแผนไทยสามตำรับคือ ยาห้าราก ยาจันทลีลา ยาประสะฟ้าทะลายโจร บางรายต้องทานยาสัตตะโกฐเพิ่ม ล้วนมีอาการดีขึ้นภายในเวลา 5 วันหลายรายมีผลตรวจเป็นลบไม่พบเชื้อโควิด-19มีใบรับรองแพทย์ยืนยันได้ว่าหายป่ายแล้ว ด้วยเหตุนี้ดิฉันและคณะแพทย์ทุกท่านจึงจะทำโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติเฟส2ต่อไปอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ป่วยไข้ไร้ที่พึ่ง โดยตั้งเป้าจะระดมทุนผลิตยาทั้งสามตำรับ จำนวน 3,000,000 แค้ปซูลสำหรับผู้ป่วยที่มีเอกสารยืนยันผลตรวจเป็นบวกติดเชื้อโควิด-19ประมาณ 10,000 คน เพื่อจะช่วยคนที่มีผลตรวจเป็นบวกให้ได้รับประทานยาแผนไทยบรรเทาอาการป่วยไข้ในระยะเริ่มต้นระหว่างรอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

แพทย์เวชกรรมไทย ณิชกรณ์วัน วัดพุทธญาณวงศ์ หัวหน้าทีมแพทย์แผนไทยช่วยชาติ กล่าวว่า เรามีกำลังใจและมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นเมื่อเราให้ผู้ป่วยที่มีอาการตรงกับไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬ ตามคัมภีร์ตักกะศิลาแล้วมีอาการดีขึ้นภายใน 5วันในช่วงสองเดือนกว่านับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เราส่งยาไปให้ที่บ้านแล้วก็มีการแนะนำวิธีรับประทานยาอย่างถูกต้อง มีการติดตามผลตลอด 5 วันอย่างใกล้ชิด ซึ่งจำเป็นมากที่การจ่ายยาให้คนป่วยจะต้องทำโดยแพทย์เวชกรรมไทย เพราะข้อมูลทางสรีระของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เราไม่สามารถให้ยาเท่ากันได้ทุกคน เราต้องละเอียดรอบคอบที่สุดเพราะนี่คือการรักษาชีวิตของประชาชนที่ป่วยไข้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์แผนไทยทุกคนค่ะ

แพทย์เวชกรรมไทย โสภณภัคจ์ วัดพุทธญาณวงศ์ ประธานสภาครูแพทย์แผนไทย กล่าวว่า วันนี้คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจที่ในหลวงรัชกาลที่5ทรงโปรดเกล้าฯให้บันทึกคัมภีร์ตำรับยาแผนไทยไว้ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์แห่งชาติ ซึ่งทับลานคลินิกการแพทย์แผนไทยและอีกหลายคลินิกทั่วประเทศก็ได้ปรุงยาตามคัมภีร์ตักกะศิลาและคัมภีร์อื่นๆรักษาโรคให้ผู้ไข้ตลอดมา ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19แล้ว ขณะนี้สภาครูแพทย์แผนไทยกำลังขอให้อาจารย์รฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ ประธานองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหาทุนมาจัดอบรมถ่ายทอดทักษะประสบการณ์การให้ยาแผนไทยแก่ผู้ป่วยโควิด19ซึ่งมีอาการคล้ายโรคไข้พิษเหนือกาฬในอดีตให้แก่แพทย์เวชกรรมไทยที่สนใจ รุ่นแรกจำนวน 250 คน จะจัดอบรมใน 5 ภาค คือภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคละ 50 คน เพื่อจะได้มีแพทย์แผนไทยที่มีความรู้เฉพาะโรคอุบัติใหม่กระจายกันดูแลรักษาประชาชนที่ป่วยไข้ทั่วประเทศ

นางรฎาวัญ กล่าวอีกว่า องค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยจะนำร่องโครงการใหม่ “บ้านคือโรงพยาบาล แม่คือหมอในครอบครัว” โดยจะให้บทบาทแก่สตรีเพศแม่คือ แม่ ภรรยา พี่ ป้า น้า อา ย่า ยาย ในครอบครัวผู้ป่วยทั้ง 10,000 คนที่เราจะส่งยาแผนไทยไปให้ถึงบ้านฟรี มีความรู้เรื่องการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันการติดเชื้อ และลดอาการรุนแรงของการป่วยไข้ให้แก่ญาติพี่น้องที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน รวมทั้งในทุกครอบครัวทั่วประเทศ โดยจะเผยแพร่องค์ความรู้ที่นำไปปฏิบัติได้ในทุกช่องทางการสื่อสาร และเครือข่ายแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านและหมอชนเผ่าทั่วประเทศ

“เราเตรียมผลิตและเผยแพร่สื่อองค์ความรู้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่นำไปปฏิบติในครอบครัวได้ง่ายๆสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้เม็ดเลือดแดง ปอด หัวใจ อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย โดยประหยัด ไม่สิ้นเปลืองเงินมากมายเลย “โครงการบ้านคือโรงพยาบาล แม่คือหมอในครอบครัว” เป็นโครงการที่ดีมากควรจะเป็นภาระกิจของส่วนราชการที่รับผิดชอบด้านคุณภาพชีวิตและด้านสุขภาพของประชาชน เช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เข้ามาร่วมดำเนินการกับองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเพื่อจัดทำในทุกหลังคาเรือน ทุกห้องพัก ทุกอพาร์ทเม้นท์ ทุกคอนโดมีเนียม คือใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยป้องกันการติดเชื้อ. และใช้ตำรับยาแผนไทยรักษาอาการไข้ ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาด การป่วยไข้และการเสียชีวิตจากไวรัสโควิด19ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีเอกสารผลตรวจเป็นบวกกักตัวรอเตียง ประชาขนกลุ่มเสี่ยง สตรีและประชาชนทั่วไป ติดต่อแพทย์แผนไทยช่วยชาติที่สะดวกที่สุดได้ที่ สายด่วน 081-8352895 , 083-2936644 ,062-5982355 ” นางรฎาวัญ กล่าวในที่สุด

มาได้ไงไอ้เข้ยาว2เมตรซุกพงหญ้าชาวบ้านออกหาเห็ดจ๊ะเอ๋วิ่งป่าราบ

เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบจระเข้ขนาดใหญ่ในพื้นที่ชายป่าบ้านป่าติ้ว หมู่ที่ 2 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้นำกำลังเข้าไปตรวจสอบ พบกับจระเข้ ขนาดลำตัวยาวกว่า 2 เมตร นอนขดอยู่ในพงหญ้า ทางเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันจับตัวจระเข้ดังกล่าวมัดไว้ได้

จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ชาววบ้านได้ออกไปหาเห็ดในป่าเขตติดต่อระหว่างบ้านป่าติ้ว หมู่ 2 และบ้านใหม่จอมแตง หมู่ 11 ต.สันโป่ง แม่ริม ขณะที่กำลังเดินหาเห็ดอยู่ในป่านั้นก็ได้สังเกตเห็น จระเข้ขนาดใหญ่นอนอยู่ในพงหญ้า ชาวบ้านต่างตกใจวิ่งหนีออกจากป่ามาแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ และจับตัวดังกล่าว โดยเบื้องต้นคาดว่าจระเข้ตัวนี้เป็นจระเข้ที่ถูกเลี้ยงไว้จากชาวบ้านหรือจากฟาร์มหลุดออกมา ซึ่งจะได้ประสานให้เจ้าหน้าที่กรมประมงมารับตัวเพื่อนำไปเลี้ยงดูและสืบหาเจ้าของต่อไป

 

รวบแล้วครบแก๊งโจรจี้ร้านทองเยาวราชเวียงแหงหลังหนีกบดานเมียนมา

จากกรณีเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ได้มีคนร้ายเป็น ชาย 2 คน ขับขี่รถจยย. มาจอดหน้าร้านห้างทองเยาวราชเวียงแหง เลขที่ 327/1 หมู่ 4 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยคนร้ายจำนวน 1 คน เดินเข้ามาในร้าน โดยทำทีสอบถามราคาทอง หลังจากนั้นได้กระโดดขึ้นมาใช้ค้อนและก้อนหินทุบไปยังตู้กระจกที่เก็บทองรูปพรรณไว้ และคนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกชนิดลูกโม่ ยิงไปที่เจ้าของร้านหลายครั้ง แต่กระสุนไม่ลั่น และคนร้ายได้กวาดทองรูปพรรณ ใส่กระเป๋าเป้ไป จำนวน 32 บาทก่อนหลบหนีไป ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวนายอะเลปะ จันจา อายุ 31 ปีอาศัยอยู่ในบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ที่บ้านเปียงหลวง หมู่ 1 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.379/2564 ในข้อหา”ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ โดยมียานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นการจับกุม และพยายามฆ่า” ซึ่งตัวนายอะเลปะ ทำหน้าที่ขับขี่รถจยย. พาคนร้ายก่อนเหตุ ได้หลบหนีข้ามชายแดนไปกบดานที่ฝั่งประเทศเมียนมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.64 กองกำลังทหารเมียนมา(เชื้อสายว้า) สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในเขตประเทศเมียนมาจึงประสานมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย พ.ต.อ.อัครภณ วริศเจริญ ผกก.สภ.เวียงแหง พ.ต.อ.นพฤทธิ์ กันทา ผกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมกำลังจากกองบังคับการควบคุมที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 5กองกำลังผาเมือง โดย ร.ท.สิทธินนท์ เกิดโถ เป็น หน.ชุด ได้ทำการรับตัวผู้ต้องหาที่บริเวณ เขตชายแดนติดกับ ฐานฯกองเฮือบิน ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่.

ก่อนนำตัวทั้ง 3 คนมาสอบสวนทราบชื่อนายปริวัฒน์ อายุ 37 ปี ชาว ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ จ.384/2564 ในข้อหา”ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนโดยทำอันตรายสิ่งกีกกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ โดยมียานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” นาย อาชา (ผู้ต้องสงสัย) และ(ผู้ต้องสงสัย)อีก 1 คน โดยนำตัวทั้งหมดออกจากพื้นที่ป่า จะมาสอบสวนที่สภ.เวียงแหงโดยแนวทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าการปล้นร้านทองครั้งนี้มีการทำเป็นขบวนการมีการวางแผน ก่อนลงมือมีการขับขี่รถจักรยานยนต์ และรถและรถยนต์มาดูต้นทาง ดูเส้นทางหลบหนี ก่อนลงมือ ซึ่งจะได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงขยายผลต่อไป

ผวจ.เชียงใหม่แจ้งดำเนินคดี“พิมฐา”เน็ตไอดอลฐานฝ่าฝืนคำสั่งคกก.โรคติดต่อส่วนยอดผู้ติดโควิดเวียงพิงค์พุ่งเปิดรพ.สนามรองรับอีกรอบ

บ่ายวันที่ 5 ก.ค. นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ มอบอำนาจให้ นายวิชัย ว่องสาริการ นิติกรปฏิบัติการ ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.อดุลย์ สายสม รอง ผกก. สภ.ภูพิงค์ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ฐานิดา มานะเลิศเรืองกูล หรือ “พิมฐา” อายุ 28 ปี ที่อยู่ย่ายตำบลหายยา อ.เมืองเชียงใหม่ โดยกล่าวหาว่า “ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 61/2564 เรื่อง มาตรการควบคุมผู้เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเหตุเกิดที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 เวลา 09.15 น.

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฏตามไทม์ไลน์ผู้ป่วยโควิด-19 ราย CM4254 ซึ่งเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 26 มิ.ย. 64 ในเวลา 09.15 น. โดยพ่อขับรถมารับที่สนามบินเชียงใหม่ จากนั้นได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งวันที่ 30 มิ.ย. 64 ได้เข้ารับการตรวจโควิด-19 พบผลเป็น บวก และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ “พิมฐา” เป็นวัยรุ่นยุคใหม่แจ้งเกิดในฐานะเน็ตไอดอลจากการใช้ชีวิตของเธอที่ชอบถ่ายรูปและโพสต์ลงบนโซเชียล เพราะความน่ารัก สดใส ทำให้คนที่เห็นถูกตาต้องใจ กดติดตามไอจีจนมียอดฟอลโล่ หลายล้าน เรียกว่าเป็นเน็ตไอดอลอันดับต้น ๆของเมืองไทย ในขณะนี้เลยก็ว่าได้

วันเดียวกัน คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ให้มีการจัดเตรียมโรงพยาบาลสนามที่ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ 7 รอบพระชนมพรรษา หลังที่มีประกาศปิดโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 ซึ่งวันดังกล่าวเป็นการส่งผู้ป่วย 2 รายสุดท้ายกลับบ้าน โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเตียง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อเตรียมรัสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่ง ณ ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก แม้ว่าในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ยอดผู้ติดเชื้อในช่วงนี้ยังมีจำนวนน้อยแต่ยังตรวจผู้พบติดเชื้อในทุกวัน โดยที่ข้อมูลวันที่ 5 ก.ค. 64 เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 17 คน ทั้งที่ในวันก่อนหน้านี้ (วันที่ 4 ก.ค. 64) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดเชียงใหม่แค่ 7 ราย

นพ.อำพร เอี่ยมศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติให้เปิดโรงพยาบาลสนามจังหวัดเชียงใหม่ที่ศูนย์ประชุมอีกครั้ง เบื้องต้นจะเปิดราว 250 เตียง โดยจะเริ่มรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ป่วยน้อย หรือผู้ป่วยสีเขียวซึ่งวันนี้เชียงใหม่มีรักษาอยู่ 42 ราย ก็จะรับเอาผู้ป่วยที่ยังมีระยะเวลาในการรักษาตัวอีกหลายวันส่งมายัง รพ.สนามเชียงใหม่ ในช่วงบ่ายวันที่ 6 ก.ค. 64 ซึ่งคงไม่รับเข้ามาทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อบรรเทาเตียงที่มีในโรงพยาบาลหลักที่ต้องดูแลผู้ป่วยในระดับที่สูงกว่า และผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการเตียงในโรงพยาบาลหลัก

รักทำไมต้องฆ่ารวบผัวโหดแทงเมีย7แผลดับ

พ.ต.อ.นพฤทธิ์ กันทา ผกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมชุดสืบสวน ภ.จว.ชียงใหม่ นำหมายจับศาลจังหวัดฮอด ที่ จ.30/2564 ลงวันที่ 30 มิ.ย.64 ทำการจับกุมตัวนายบุญศรี อายุ 50 ปีชาวบ้าน ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ในข้อหา”ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร”

โดยการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 29 มิ.ย.64 ที่ผ่านมาร้อยเวร สภ.ฮอด ได้รับแจ้งว่ามีคนถูกแทง เสียชีวิต เหตุเกิดที่บริเวณ ริมถนนท้ายหมู่บ้านนาฟ่อน หมู่ 4 ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ที่เกิดเหตุเป็นป่าหญ้าข้างทางห่างจากหมู่บ้านประมาณ 100 เมตร พบศพนางแก้ว อายุ 58 ปี ภรรยานายบุญศรี ถูกอาวุธมีดแทงบริเวณนมขวา ทรวงอก 7 แผล เสียชีวิต หลังการสอบสวนทราบว่าคนร้ายคือนายบุญศรี จึงได้เสนอศาลออกหมายจับ และกดดัน จนนายบุญศรี หนีไม่รอด จึงเข้ามอบตัวในที่สุด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่ามือมีดกับภรรยาอยู่กินกันมานานหลายปี และมักทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ และทุกครั้งที่ทะเลาะกันมักมีการลงไม้ลงมือทำร้าย จนนางแก้ว ทนไม่ไหว เลิกลาอย่าขาดจากกัน เพราะยังรักอยู่ก่อนเกิดได้ตามมาง้อขอคืนดีแต่นางแก้ว ไม่ใจอ่อนคืนดีด้วยเพราะกลัวถูกทำร้ายอีกจึงถูกมีดแทงจนเสียชีวิตดังกล่าว

ตั้งวงเหล้าพูดไม่เข้าหูมีดสับคอเพื่อนร่วมวงดับ

พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน. ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับรายงานจากพ.ต.อ.พิธาน ขวัญเมือง ผกก.สภ.ไชยปราการ พร้อมชุดสืบสวนสภ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ว่าได้ทำการจับกุมตัวนายจิตวัต อายุ 28 ปี ชาวบ้าน ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ พร้อมของกลางอาวุธมีดปลายแหลม นำตัวดำเนินดคีข้อหา”ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อเช้าววันที่ 30 มิ.ย. ร้อยเวร สภ.ไชยปราการ ได้รับแจ้งว่ามีคนถูกฆ่าตาย เหตุเกิดที่บริเวณห้องพักคนงาน หลังร้านอาหารครัวริมน้ำ หมู่ 7 ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบศพนายน้อย ลุงเฮือง อายุ 42 ปีสัญชาติเมียนมา สภาพศพถูกฟันด้วยมีดเข้าที่ที่บริเวณลำคอ เป็นแผลยาว นอนตายจมกองเลือด จากการสอบสวนทราบว่ากอนเกิดเหตุผู้ตาย ทำงานเป็นพนักงานของร้านอาหารดังกล่าว และมักชอบมีเรื่องทะเลาะกับนายจิตวัต บ่อยๆ ทางเจ้าหน้าที่จึงติดตามหาตัวนายจิตวัต ซึ่งหลังก่อเหตุหลบหนีไปอยู่บ้านญาติ นำตัวมาสอบสวนให้การรับสารภาพว่าก่อนเกิดเหตุราวๆ 5 ทุ่มคืนที่ผ่านมาขณะที่ตนเดินเล่นและพบนายน้อย กำลังนั่งดื่มสุราคนเดียว จึงเข้าไปทักทายและร่วมวงพูดคุยกัน และพูดคุยไม่ถูกหูเริ่มทะเลาะกัน ผู้ตายวิ่งเข้าห้องพักหลังร้านเพื่อหยิบมีดมาฟันตนเองแต่ฟันไม่โดน ตนก็เอามีดที่พกมาฟันเข้าที่คอนายน้อยหนึ่งครั้งจนร่างล้มลงมีเลือดไหล ตนคิดว่าแค่สลบไม่ถึงตาย จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

รวบสาวเอ็นพร้อมแฟนหนุ่มตั้งตนเป็นแม่เล้าส่งเด็กสาวบำเรอกามตามออเดอร์คิดค่าบริการครั้งละ2พันบาทมีเด็กอายุไม่เกิน15ปีในสังกัดด้วยผบช.ภาค5ลั่นเตรียมสาวถึงผู้ซื้อบริการด้วย

ที่กองบังงคับการตำรวจสืบสวนภาค 5 พล.ต.ท.ประจวบ วงค์สุข ผบช.ภ 5 พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภ5 ได้แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาในคดีค้ามนุษย์ โดยจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 2 คนเป็นแฟนกันชื่อนาย ก (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี และนางสาว ข (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี โดยฝ่ายชายทำงานรับจ้างทั่วไป ส่วนผู้หญิงทำงานเป็นสาวเอ็นเตอร์เทน ในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลางคลิปภาพวงจรปิดคนร้ายขณะนำเด็กสาวไปส่งให้กับลูกค้าตามบ้านและโรงแรมตามออร์เดอร์ที่สั่งและหลักฐานการจ่ายเงิน

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.5 เปิดเผยว่าพฤติกรรมของคนร้ายทั้งสองคนนี้ จะสร้างกลุ่มไลน์ขึ้นมา และหาเด็กหญิงที่มีปัญหาทางครอบครัวหรือติดยาเสพติด แล้วจะชักชวนให้เด็กมาค้าประเวณี โดยคนร้ายนั้นจะใช้ระบบติดต่อกับลูกค้าทางโซเซียล ทางกลุ่มไลน์ และนำตัวเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และหญิงสาวสวยหน้าตาดี นำไปส่งให้กับลูกค้าที่ติดต่อมาถึงบ้านหรือที่โรงแรม ตามออเดอร์ที่สั่งและตกลงกันไว้ โดยคิดค่าบริการ 1,500 บาท ถึง 2,000 บาท โดยเด็กจะได้รับเงินค่าตอบแทน 500-1,000 บาท แล้วแต่กรณี ทางตำรวจสืบสวนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดและนำตัวผู้ต้องหาไปค้นหาหลักฐานตามที่พักของผู้ต้องหาทั้งสอง ซึ่งได้หลักฐานมาพอสมควร รวมทั้งได้รับการร้องเรียนและให้ข้อมูลจากพลเมืองดีมาด้วย ทำให้ทางตำรวจสามารถติดตามสืบสวนจับกุมตัวได้ในที่สุด ส่วนในกรณีเด็กหญิงที่ถูกหลอกล่อไปค้าบริการ นั้นพวกที่ใช้บริการกับเด็ก ทางตำรวจได้ขยายผลดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปอีกว่ามีใครบ้าง ใครเกี่ยวข้องก็จะดำเนินการกันต่อไป จากการสอบสวนตัวผู้ต้องหาฝ่ายหญิงรับสารภาพ ส่วนฝ่ายชายยังให้การปฏิเสธอยู่ ผบช.ภาค5 กล่าวในที่สุด

จับไอ้โจรโหดปาดคอแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวดับชิงทอง3สลึงหลบหนีตร.ตามลากคอได้ชั่วข้ามคืนสารภาพตกงานไม่มีเงินเพราะพิษโควิดระบาด

พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เรียกประชุมชุดสืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ และ และชุดสืบสวน สภ.แม่อาย นำโดยพ.ต.ท.สนิท มาลา รองผกก.สส. รักษาราชการแทนผกก.สภ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อทำการประชุมติดตามล่าตัวคนร้ายฆ่าปาดคอแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวชิงสร้อยคอทองคำหลบหนี

เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อช่วงบ่าย วันที่ 27 มิ.ย ที่ผ่านมาได้มีคนร้ายเป็นชาย 1 คนสวมเสื้อแขนยาวด้านหน้าสีขาว ด้านหลังสีฟ้า ใส่แก๊ปสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ ขับขี่รถจักยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีส้มดำ มาจอดที่หน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยวของนางวันเพ็ญ อายุ 63 ปี ในหมู่บ้าน หมู่ 8 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ แล้วทำทีมาขอซื้อก๋วยเตี๋ยว พอนางวันเพ็ญ เผลอคนร้ายก็ชักอาวุธมีดปลายแหลมออกมาจี้คอนางวันเพ็ญ และบังคับให้ถอดสร้อยคอทองคำหนัก 3 สลึงมูลค่า 20,000 บาทให้กับคนร้าย แต่านางวันเพ็ญ ขัดขืนคนร้ายจึงปาดเข้าที่คอด้านซ้ายเป็นแผลยาวจนร่างล้มลงจมกองเลือด ก่อนดึงเอาสร้อยทองแล้วขึ้นจยย. หลบหนีไป ต่อมาทางชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ได้ช่วยพาตัวนางวันเพ็ญ ส่งรพ.แม่อาย แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมาท่ามกลางความเศร้าสลดของญาติและชาวบ้าน

ต่อมาบ่ายวันที่ 28 มิ.ย.ชุดสืบสวนสามรถติดตามจับกุม นายชิงชิง แซ่จาง อายุ 35 ปี ชาวบ้านบ้านแม่สลองนอก อ.แม่สลอง จ.เชียงราย ขณะขับขี่รถจักยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟสีดำส้ม หมายเลขทะเบียน 2 กฆ 732 เชียงใหม่ บนถนนในหมู่บ้านสันต้นหมื้อ อ.แม่อาย นำตัวมาสอบสวนทราบว่านายชิงชิง มีประวัติก่อคดีชิงทรัพย์มาหลายคดีเคยติดคุกหลายครั้ง ส่วนครั้งนี้สารภาพว่ามาหางานทำที่ อ.แม่อาย แต่ด้วยพิษโควิดระบาดไม่มีใครจ้างตกงานมาหลายเดือนจึงลงมือก่อเหตุหลังเกิดเหตุนำทองไปขายร้านทอง จ.เชียงราย แล้วย้อนกลับมากบดานที่ห้องเช่าใน อ.แม่อาย ทำทีไม่รู้ไม่เห็นและไม่ทราบว่ากล้องวงจรปิดจะจับภาพไว้ได้จนถูกจับกุมดังกล่าว